เรื่องสั้นจู๋


เรื่องสั้นจู๋
————
ด้วยความเผลอเรอหรือไม่ก็เบ​ลอดีกรีเต็มพิกัด
จึงโฉบมอไซค์ชิดช้ายโดยไม่ท​ันมอง
ฮอนด้าซีวิคสีดำที่ตามหลังม​าเบรคเอี๊ยดเสียงลั่นถนน

พอมันตั้งลำได้มันก็เบียดให​้ผมชิดขอบทางจนต้องหยุด
มันก็หยุด…และคนขับก็ก้าว​ลงมา

“ไอ้ห่า…มึงอยากตายเหรอ..​.?”
มันถามใส่อารมณ์แบบดาวร้ายห​นังไทย

“ไอ้บ้า…ถ้ากูอยากตาย กูฆ่าตัวตายเองนานแล้ว”
“ไม่มาขี่รถปาดหน้าให้มึงเด​ือดร้อนหรอก”
ผมตอบ

“ไอ้เชี่ย พูดกวนตีนมาก…มึงรู้ไหมว่​ากูเป็นใคร..?”
มันถาม

“อ้าว…ไอ้ห่า ขนาดมึงเอง ยังไม่รู้ว่ามึงเป็นใคร แล้วกูจะไปรู้เหรอ..?”
ผมตอบ

มันคงโมโหสุดๆ กระมัง วิ่งกลับไปที่รถเปิดประตูด้​านคนขับ
ผมเดาว่ามันคงไปหยิบปืน จึงดีดขาตั้งมอไซด์แล้วเปิด​เบาะ

หยิบปืนออกมาเหมือนกัน เห็นมันวิ่งมา…ผมก็ยกปืนต​ั้งท่าเตรียมยิง

ไอ้หมอนั่นหยุดกึก..ก่อนวิ่​งกลับ ออกรถไปอย่างรวดเร็ว

ผมยิ้มได้สองวินาที…แต่ต้​องชะงัก 

เมื่อมอไซด์สายตรวจโฉบมาประ​ชิด
พวกเขาจอดรถ….นายหนึ่งเล็​งปืนมาที่หน้าผากผม
อีักนายเข้ามาปลดปืนออกจากม​ือผมอย่างง่ายดาย

สองมือผมถูกล็อคกุญแจไพล่หล​ัง
ขณะคนที่ปลดปืนผมไปหัวเราะร​่า…

“ไอ้ห่า…ปืนเด็กเล่นนี่หว​่า”

ระยำ…ไอ้ฮอนด้าซีวิคสีดำค​ันนั้นมันคงเห็นรถสายตรวจก่​อนผม…
แมร่ง…จะกระซิบผมซักคำก็ไ​ม่ได้…!!!

Advertisements

Flash fiction-1


อย่าถามฉัน

ภาพจากอินเตอร์เน็ต

ลูกสาวพ่อ


เสร็จจากเผาศพลูกสาวคนโตพ่อก็ต้องมานั่งกุมขมับปวดหัวกับลูกสาวคนเล็กอีกแล้ว

“หนูทำเงินบริษัทหายไปสองแสนค่ะพ่อ” เสียงกรอกมาตามสายโทรศัพท์

“หา…! อะไรกันหายตั้งสองแสน”

“ค่ะพ่อ หนูซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เพื่อนจะเอาเงินไปเข้าแบงค์ รถมันชนกัน มอเตอร์ไซค์ล้มกระเด็นไปคนละทิศละทาง”

“แล้วไง”พ่อยังไม่วายสงสัย

“แล้วไง กระเป๋าเงินก็กระเด็นหาย หาไม่เจอ”

“เวรกรรม!”พ่ออุทานเอามือกุมขมับ

“หนูต้องหาเงินมาใช้คืนเค้านะ…พ่อช่วยหนูด้วย”เสียงพูดปนสะอื้น

“เอา ๆ เดี๋ยวพ่อจะหาให้”พ่อวางสายด้วยอารมณ์หงุดหงิดแล้วก็ถอนหายใจเฮือกเบ่อเริ่ม แค่ลูกไม่เป็นไรก็ดีแล้ว แต่เงินสองแสนนี่สิมันก็เอาเรื่องอยู่หนา

ลูกคนโตอายุเพิ่งสามสิบสี่  เป็นพยาบาล  พ่อปรารถนาจะอุ้มหลานมาหลายปีแต่ก็อด  ลูกไม่ยอมมีครอบครัวซักทีจนกระทั่งวาระสุดท้ายมาถึง…

ลูกสาวพ่อป่วยเป็นมะเร็งเต้านม …รักษาอยู่ประมาณปีกว่าๆ ความทรมานก็สิ้นสุดลง แต่สิ่งที่เหลือคือความทรมานในหัวใจของพ่อ

“เพราะพ่อนั่นแหละ ชอบบังคับลูกไม่ให้มันคบเพื่อนชาย”แม่กระแทกเสียงใส่ยามเสวนากันเรื่องนี้

“พอจะมีแฟนซักหน่อย พ่อก็ขู่จะเอามีดปาดคอมั่งอะไรมั่ง…!!”

“บ๊ะ…ก็ตอนนั้นมันนานมาแล้ว”พ่อหาเหตุมาหักล้าง “และมันก็ยังเด็กยังเรียนหนังสือ”

“ก็นั่นแหละ มันโตแล้วก็ยังฝังใจไม่ยอมมีแฟน”แม่ไม่ยอมแพ้

“เออๆ ฉันผิดเอง…รู้งี้ให้มันป่องกันตั้งแต่เรียนไม่จบก็ดีแล้ว”พ่อประชด แม่รู้ดี เถียงกันต่อก็ไร้ประโยชน์สู้เงียบเสียดีกว่า ในใจคิดว่ายังไงก็ยังมีคนเล็กอีกคนน่าจะได้อุ้มหลานเร็วๆ นี้

ลูกสาวคนเล็กลางานกลับมาเยี่ยมบ้าน  พร้อมกับเพื่อนสาวผมสั้นรูปร่างท่าทางการเดินเหินราวกับผู้ชาย มีแต่น้ำเสียงเท่านั้นแหละที่บอกว่าเป็นผู้หญิง  เธอบอกกับพ่อกลับไปต้องมีเงินสองแสนไปใช้หนี้บริษัท

“เพื่อนหนูคนนี้แหละคนขี่มอเตอร์ไซค์แล้วถูกรถชน”ลูกสาวบอก

“อ้าว งั้นก็ต้องออกเงินคนละครึ่งสิ”พ่อว่า

“ไม่ ๆ เค้าคนขี่ เค้าไม่ผิดหนูคนถือตังค์หนูผิดที่ไม่รักษามันไว้ให้ดี”ลูกสาวแย้ง

“อ้าว เค้าไม่ผิดเหรอที่ขี่รถประมาทให้โดนชน” จบคำพูดของพ่อก็เงียบกันทั้งวงสนทนา เอาเถอะพ่อไม่คาดคั้นลูกอยู่แล้ว สองแสนก็สองแสน

ผ่านไปสามวันพ่อก็วิ่งหาเงินให้จนครบ หยิบยืมเพื่อนพ้อง กู้เขามาก็มี  แม่ไปเปียร์แชร์มาได้ด้วยดอกเบี้ยแพงลิบ  อารามดีใจว่าได้เงินครบแล้วรีบผลุนผลันเข้าห้องลูกสาวด้วยความลืมตัว…

ภาพที่เห็นเบื้องหน้า ทำให้พ่อกระเด็นออกจากห้องเหมือนโดนช้างถีบ  กระเป๋าใส่เงินกระเด็นไปอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้

ภาพลูกสาวกับเพื่อนหญิงผมสั้นกำลังเล่นบทเลิฟซีนกันแบบถึงพริกถึงขิงปะทะเต็มสองตา  ถึงพ่อคนโบราณก็เคยรู้มาก่อนว่าหญิงกับหญิงก็สามารถร่วมบทรักด้วยกันได้  แต่ไม่คิดว่าจะเป็นลูกสาวพ่อ

เข่าอ่อนหน้ามืดแทบเป็นลม เสียงเย้ยหยันของแม่ก้องอยู่ในหัวกลับไปกลับมาราวกับเสียงแอ็คโค่

“เพราะพ่อนั่นแหละ ชอบบังคับลูกไม่ให้มันคบเพื่อนชาย”

“เพราะพ่อนั่นแหละ ชอบบังคับลูกไม่ให้มันคบเพื่อนชาย”

ความหวังจะได้อุ้มหลานดับวูบลงไปอีกครั้ง…!

♥ ลูกแมว ลูกหมา และความรัก


“ฉันเหงา” หญิงสาวบอกกับเขา
ชายหนุ่มจ้องลึกลงไปในแววตาของเธอ…ดวงหน้าเธอสวยรูปไข่ผมดำยาวสลวยแต่ เสียดายที่แววตาของเธอแห้งผากไร้ประกายความสุข  เขาสงสารเธอ 

“ฉันอยากมีเพื่อนสักคน…เป็นหมาเป็นแมวก็ได้…ขอฉันซักตัวได้ไหม”หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า
“เอาสิ..”ชายหนุ่มบอก “ฉันมีเยอะ หลายตัว…เนี่ย…ลูกแมวก็เพิ่งออกลูกสามตัว” ชายหนุ่มชี้ไปที่ลูกแมวตัวเล็กๆ พวกมันกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน….เจ้าตัวดำ วิ่งไล่กัดตัวลาย ตัวสีส้มลายเหมือนแมวกาฟิวไล่กัดหางแม่แมว แม่แมวคงรำคาญเลยเอาเท้าหน้าตะปบเข้าให้

“น่ารักจัง” หญิงสาวบอก “ฉันไม่เคยเห็นเลย…ฉันอยากได้ลูกแมวสีดำ ให้ฉันเอาไปเลี้ยงเถอะนะ”
“ได้สิ” ชายหนุ่มบอก เขาอุ้มลูกแมวเล็กๆ ตัวเท่าแขน อายุเดือนเศษส่งให้หญิงสาว แม้ว่าความรู้สึกของเขาจะเสียดาย แต่สำหรับเธอเขายินดี

ลูกแมวเล็กๆ สามตัวที่เคยอยู่เป็นเพื่อนเขาตอนนี้มันก็ต้องเหลือแค่สองตัว…แต่เขาก็ยินดีที่ได้มีส่วนช่วยให้หญิงสาวหายเหงา…

หล่อนหายไปนาน ชายหนุ่มคิดว่าป่านนี้หญิงสาวคงเพลิดเพลินกับลูกแมวสีดำและไม่เหงาแล้ว…จน กระทั่งวันหนึ่ง…หล่อนก็กลับมาหาเขาอีกครั้ง มาด้วยสีหน้าและแววตาที่หม่นหมองเหมือนเดิม..

“ฉันเหงาอีกแล้ว…”หล่อนร้องไห้สะอึกสะอื้น เสียงคร่ำครวญสีหน้าและแววตาเหมือนกับครั้งแรกทีชายหนุ่มได้เจอหล่อน..

“อ้าว..ทำไมหรือ…?” ชายหนุ่มสงสัย “เธอไม่มีแมวเป็นเพื่อนหรอกหรือ..แมวที่ฉันให้ไปนะ”

“ไม่หรอก…มันตายแล้ว”หญิงสาวตอบ และเสียงสะอื้นของเธอก็ยิ่งแรงขึ้น “มันโดนรถเหยียบตายไปนานแล้ว แต่ฉันไม่กล้ามาบอกเธอ”

“โอ…พระเจ้าช่วย โดนรถเหยียบตายเลยเหรอ…ฉันไม่อยากเชื่อเลย” ชายหนุ่มตกตะลึง
“ฉันขอโทษ ฉันผิดเอง พอฉันได้ลูกแมวไปแรกๆ ฉันก็ดูแลมันดี” หญิงสาวเล่าพร้อมกับร้องไห้ไปด้วย น้ำตาของเธอเริ่มไหลเอ่อมากขึ้น จนชายหนุ่มต้องไปหยิบผ้าเช็ดหน้ามาส่งให้ และกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน…

“อย่าร้องไห้ไปเลย…เช็ดน้ำตาเสียแล้วค่อยๆ เล่า ฉันอยากฟัง” ชายหนุ่มบอกและหญิงสาวเช็ดน้ำตาก่อนพูดต่อ

“ตอนแรกฉันก็ดูแลมันดี มันขี้เล่นร่าเริง มันทำให้ฉันหายเหงาอยู่หรอก แต่ต่อมาฉันรู้ว่าเพื่อนก็ทำให้หายเหงาได้ ฉันไปเที่ยวกับเพื่อน…แล้วก็กลับบ้านดึกๆบ่อยๆ”

“อืมม์” ชายหนุ่มพยักหน้า

“แต่ฉันลืมเอาอาหารให้ลูกแมว..สงสัยมันคงหิวกระมัง….ฉันกลับมาบ้านตอนดึก ฉันเห็นมันโดนรถเหยียบแบนแต๊ดแต๋..ฮือ…ๆ”

ชายหนุ่มรู้สึกสลดเศร้าในคำบอกเล่าของหล่อนเหลือเกิน…แต่เขาก็ยังไม่ถือ โทษแต่อย่างใด เขาคิดว่าบางครั้งคนเราก็ยังพลาดกันบ้าง…แม้ว่าเขาจะสงสารลูกแมวอยู่มากก็ ตามที…

“ตอนนี้ฉันไม่มีเพื่อน ฉันอยากได้ลูกหมาขอเอาไปเลี้ยงเป็นเพื่อนซักตัวนะ…ได้ไหม..? ” หญิงสาวพูดกับเขา น้ำเสียงและสายตาของหล่อนเต็มไปด้วยคำวิงวอน ประหนึ่งว่าถ้าเธอไม่ได้ในสิ่งที่ร้องขอ ชีวิตของเธอเหมือนจะด่าวดิ้นลง ณ บัดนั้น…

ชายหนุ่มตัดสินใจอุ้มลูกหมาขนปุกปุยที่เพิ่งหย่านมแม่ให้หญิงสาวไปตัวหนึ่ง ก่อนจะย้ำว่าขอให้เธอเลี้ยงมันให้ดี…

“อย่าลืมให้อาหารมันกินก่อน ถ้าจะออกไปไหน ๆ แล้วระวัง อย่าให้รถเหยียบมันอีก” เขาย้ำ

หญิงสาวรับลูกหมามาอุ้มอย่างลิงโลดใจ เธอหยุดร้องไห้แล้วก็สัญญากับชายหนุ่มว่าจะดูแลมันอย่างดีที่สุด…

นาน หลายเดือนทีเดียวที่ชายหนุ่มกับหญิงสาวไม่ได้เจอกัน เขาคิดว่าเขาน่าจะไปเยียมเยียนหล่อนบ้างแทนที่จะให้หญิงสาวมาหาเขาเพียงฝ่าย เดียว อีกหย่างเขาคิดถึงลูกหมาที่ให้หล่อนไว้ ป่านนี้มันคงโตมากแล้ว…

หญิงสาวต้อนรับเขาอย่างเสียไม่ได้ แต่กระนั้นชายหนุ่มก็แอบสังเกตุเห็นว่าสีหน้าของเธอมิได้รื่นเริงเหมือนที่เขาคาดคิด

“ฉันมาเยี่ยม…มาเยี่ยมเธอ และอยากมาดูลูกหมาที่ฉันให้ไว้ ป่านนี้มันคงโตมากแล้ว” ชายหนุ่มพูดพลางสอดส่ายสายตามองหา “ลูกหมา”ของเขา แต่ก็ไม่เจอ

“มันไปไหนหรือ” เขาถาม

“โอ..มันไม่ได้อยู่แถวนี้หรอกนะ” หญิงสาวหลบสายตาลงต่ำ… “ฉันคิดว่าฉันไม่มีความรู้ในการเลี้ยงหมานะ” หญิงสาวพูดตะกุกตะกัก

“อ้าว ทำไม…?” ชายหนุ่มสงสัย

“ตอนแรกๆ ฉันก็เลี้ยงมันนะ ให้อาหารมันกิน ฉันจะออกไปไหนฉันก็ขังมันไว้ในบ้าน กลัวโดนรถเหยียบเหมือนลูกแมวอีก แต่พอนานเข้าไม่รู้เป็นไง โตขึ้น มันก็เป็น…เป็นอย่างที่เธอเห็นน่ะ”

ชายหนุ่มมองไปนอกบ้านตามมือชี้ของหล่อน เขาเห็นหมาสอง-สามตัววิ่งเล่นกันอยู่ หนึ่งในนั้นเขาจำได้ว่าเป็นลูกหมาที่เขาเคยให้หญิงสาวไว้…มันโตขึ้น แต่ทว่าไม่มีร่องรอยของความน่ารักหลงเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว

มันเป็นหมาสีน้ำตาลขนร่วงเกือบจะหมดตัว…พูดง่ายๆ ว่ามันกำลังถูกขี้เรื้อนกินนั่นเอง…

“ทำไมเธอปล่อยให้เป็นอย่างนี้ ?” ชายหนุ่มพูดเกือบตะคอก… “ฉันอุตส่าห์ให้มานะทำไมปล่อยให้เป็นขี้เรื้อนอย่างนี้”

“ฉันคง….คงเลี้ยงหมาไม่เป็นนะ…หรือไม่ดวงฉันจะไม่ถูกกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพวกนี้” หล่อนอ้างแบบขอไปที

“ฉันชอบสัตว์เลี้ยง…แต่ฉันคงจะถนัดที่จะเลี้ยงพวกนกมากกว่า” หญิงสาวพูดแผ่วเบา “ฉันอยากเลี้ยงนกหงษ์หยกน่ะ เธอหาให้ฉันซักคู่ได้ไหม….?”

“โอ้ย…ไม่ได้หรอกจะนกหรือกาก็ไม่ได้ทั้งนั้น” ชายหนุ่มพูดตัดบท

“ทั้งลูกหมาลูกแมวที่ฉันให้เธอมาแต่ละครั้งมันเป็นตัวแทนความรักของฉัน นะ…ครั้งแรกเธอปล่อยให้ลูกแมวโดนรถเหยียบตาย ครั้งนี้เธอปล่อยให้ลูกหมาเป็นขี้เรื้อนแทนการพาไปหาหมอรักษา ถ้าฉันให้นกเธอมาเลี้ยงเธอมิปล่อยให้มันตายคากรงเหรอ..?”

“ไม่นะ ฉันถนัดที่จะเลี้ยงนก” หญิงสาวพยายามอธิบาย แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ฟังเสียแล้ว

“ไม่..ไม่ ฉันไม่เชื่อ เลี้ยงหมานี่ง่ายที่สุดแล้ว ง่ายกว่าเลี้ยงนกหลายเท่า เพียงแต่พามันไปฉีดวัคซีน ถ้ามันขนร่วงหรือจะเป็นขี้เรื้อนก็ซื้อยามาให้มันกินหรือพาไปหาหมอ แต่นี่เธอไม่ทำ เธอปล่อยมันตามยถากรรม อย่างเธอคงจะเลี้ยงสัตว์อะไรไม่ได้หรอก..ฉันขอหมาฉันคืนนะ”

ชายหนุ่ม เดินออกมาจากบ้านของหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก  และเมื่อเขาเรียกชื่อเจ้าหมาสีน้ำตาลที่ขนกำลังจะร่วงหมดตัว  มันก็เดินตามเขาไปอย่างง่ายดาย..

ชายหนุ่มจากไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองหญิงสาวแม้แต่เพียงนิด ตอนนี้หยาดน้ำใสๆ ไหลออกมาจากตาของหล่อนอีกแล้ว  ไม่รู้เหมือนกันว่าหล่อนร้องไห้ทำไม…เสียใจที่ไม่ได้เลี้ยงนกหงษ์ หยกตามที่บอก หรือว่าเป็นเพราะชายหนุ่มเอาหมาคืนกันแน่..

แต่มันก็แค่หมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งเท่านั้น…เธอจะไปเสียดายทำไม…?

ผู้ชื่นชอบเรื่องนี้โปรดคลิกให้คะแนนที่นี่

♥ เหล้าแก้วนั้น


เพลงสองคำ วงลำพู

ตอน ที่ผมกับคุณนั่งประจันหน้ากันบนโต๊ะกลางร้านอาหารในวันนั้น  ผมอยากบอกว่า ขอบคุณครับที่ให้เกียรติ….เชิญผมมาร่วมโต๊ะอาหารมื้อนี้…..

คุณ…นั่งอยู่ตรงข้ามผมข้างๆลูกสาว ของผมกับคุณ แน่นอนเธอเรียกคุณว่า แม่ และเรียกผมว่า พ่อ”   ก็ คุณ…เป็นแม่เธอจริงๆนี่นา แต่ตลอดระยะเวลา 13 ปี ที่คุณไม่ได้อยู่ดูแลเธอ    ความสนิทสนมของคุณกับเธอ สู้ผมไม่ได้อย่างแน่นอน และตอนนี้ผมก็ไม่รู้จะเริ่มต้นคุยอะไรกับคุณดี…
ถ้า เป็นเมื่อก่อนคุณต้องเริ่มด้วยคำพูดที่ว่า กับข้าวที่บ้านก็มีกิน ทำไมต้องมานั่งนอกบ้าน และผมก็ต้องอ้อมแอ้มออกไปว่าก็นานๆซักครั้งจะเป็นไรไป  หลังจากนั้นเราก็จะมีเรื่องสนทนากันอีกยืดยาว
สำหรับตอนนี้ไม่เหมือนวันนั้น  ผมยังคิดว่าสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่คือความฝัน  เพราะผมไม่เคยคิดมาก่อนสักนิดว่า  ลูกสาวของผมจะมีโอกาสเจอคุณอีก  นับตั้งแต่วันที่คุณเดินจากไป    ข่าวคราวของคุณก็เงียบหาย  ไม่ทราบว่าคุณคอยติดตามเรื่องราวของผมกับลูกบ้างหรือเปล่า  แต่ถึงติดตามคุณก็ไม่มีวันรู้หรอก  เพราะว่าผมไม่อยากให้คุณรู้…   สถานที่ที่ผมไปมันจึงต้องเป็นความลับสำหรับคุณชั่วนิจนิรันดร์…ผมอยาก ให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ
โชคชะตาฟ้าลิขิตกระมัง ที่ทำให้เรามีโอกาสเจอกันอีก   ความจริงแล้วอยากให้คุณเจอลูกมากกว่า  สำหรับผมนะไม่ต้องหรอก
แต่ผมก็ทนคำคะยั้นคะยอของลูกไม่ไหว  ทำให้ต้องมานั่งอยู่ตรงหน้าคุณนี่ไง
คุณ…สบายดีหรือผมถามด้วยคำถามที่เชยบรรลัย
ก็เรื่อยๆคุณว่า
แม่เค้าไม่หิวหรอก แม่อยากเจอพ่อลูกสาวแซม
ผมออกขำในคำลูกสาว  อยากเจอกันอีกทำไมในเมื่อแม่เป็นฝ่ายเดินหนีไปเองแต่ผมก็ไม่พูด….และก็ดูเหมือนว่าคุณไม่หิวจริงๆ
ฉัน มีลูกสาวกะลูกชาย กับสามีเลิกกันแล้ว เขารับราชการต่างจังหวัดไปพลาดท่าเรื่องผู้หญิง   ต้องรับผิดชอบแต่งงานกัน ไม่อย่างนั้นเค้าร้องเรียนผู้ใหญ่อาจเสียหายเรื่องหน้าที่การงาน
คุณ กระซิบเรื่องราวให้ฟังขณะลูกสาวไปเข้าห้องน้ำ…น้ำเสียงคุณนิ่งและราบเรียบ ราวกับบทเทศนาของแม่ชีผู้บรรลุ   แต่ผมกลับนิ่งกว่า…ทั้งที่บรรยากาศตอนนั้นเหมือนกับเรากำลังเล่นไพ่รัมมี่ และคุณเป็นฝ่ายทิ้งสเปโตให้ผมน็อคมืดคามือ   แต่ผมก็ไม่ยินดียินร้ายเสียแล้ว….
ทุกวันนี้ฉันเลี้ยงลูก 2 คนเพียงลำพัง เงินที่เขาส่งมาก็น้อยนิด เพราะกลัวทางโน้นจะรู้…แต่ฉันทนได้น้ำเสียงคุณยังราบเรียบปกติ    แต่ขอบตาคุณเริ่มแดงและน้ำเสียงเริ่มสั่นเครือเมื่อคุณบอกว่า
ฉันอยากขอโทษเธอ….
พนักงาน บริการเดินมาพอดี  เขารินเหล้าและเติมโซดามาปริ่มแก้ว   ผมยกเทลงคอพรวดเดียวเหลือแต่น้ำแข็ง…ไอ้ที่ทำท่าจะเดินจากก็ต้องกลับมาชง ใหม่  พร้อมมองค้อนนิดๆเหมือนจะพูดว่าหมอนี่ท่าจะคอทองแดง
เรื่อง นั้นไม่เป็นไร…ครั้งแรกที่คุณหันหลังเดินหนี ผมเฝ้าเดินตามคุณอยู่ร่วม 2 ปี แต่มาคิดอีกทีมันไม่มีประโยชน์ที่จะตามคนที่ไม่รู้จักหันหลังมามอง ผมหันหลังกลับและเดินไปตามทางของผม   ทุกวันนี้ผมสบายดีและสบายมากผมใส่คารม ความมึนจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เริ่มเจรจาได้คล่อง
คุณหัวเราะทันที
ฉันคิดว่าเธอจะเลี้ยงลูกไม่ได้และต้องส่งลูกมาให้ฉันซะอีก แต่เธอเลี้ยงได้ และดีกว่าฉันเสียอีกคุณพูดเหมือนจะเยินยอ
ตรงไหนผมถาม
ก็ฉันนึกว่าลูกจะเป็นเด็กเก็บกดและเงียบขรึม ที่ไหนได้เค้าร่าเริงและอารมณ์ดีมีอารมณ์ขันคุณบอก
อาหาร มื้อนั้นอาจจะเป็นมื้อพิเศษที่สุดสำหรับลูก   แต่สำหรับผมและคุณอาจเป็นมื้อธรรมดา ๆ  เผลอๆอาจเป็นมื้อที่เราสองคนรู้สึกฝืดคอที่สุดก็อาจเป็นได้
ลูกกลับมาที่โต๊ะ….เรา…เลิกคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้  ปล่อยให้ลูกซึ่งท่าทางอยากจะคุยกับคุณมากกว่าเป็นผู้แสดงบทบาท
น้ำ แข็งในแก้วเหล้าละลายจนหมด  ผมลองยกขึ้นจิบ   รสชาติของมันปร่าแปร่งจนดื่มไม่ได้   ความรักชีวิตคู่ของผมกับคุณไม่ผิดอะไรกับเหล้าแก้วนี้…และระหว่างคุณกับ สามีใหม่ของคุณก็เหมือนเหล้าแก้วนี้เช่นกัน
เอาเหล้าแก้วนี้ไปทิ้งแล้วชงมาใหม่ผมบอกพนักงานบริการ….คราวนี้ผมเทลงคอพรวดเดียวหมดแก้วอีก
พนักงานบริการกลับมาชงให้ใหม่….อีกแก้ว
ฤทธิ์ แอลกอฮอล์วิ่งพล่านอยู่ในสมอง   ผมเห็นโลกทั้งใบรื่นรมย์ขึ้นมาทันที จริงๆแล้วผมว่ามันมีสีสันสดสวยเสมอไม่ว่ายามนี้หรือยามไหน   นั่นอาจเป็นสิ่งที่เจือจานไปถึงลูกของผม
ขณะเดียวกันโลกของคุณอาจหมองหม่น  ขาดชีวิตชีวายามที่คุณต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง…
เรา ทานอาหารร่วมกันไม่หมดโต๊ะ  เพราะไม่มีใครหิวกันซักนิด  แต่เราก็ต้องร่ำลากันตรงนั้นเพราะใกล้มืดค่ำ  และคุณต้องขับรถกลับบ้านที่อยู่ข้ามจังหวัดไปร่วม 200 กิโลเมตร
เหล้า แก้วสุดท้ายผมจิบไปนิดเดียว  แต่ตอนนี้มันกลับมาปริ่มล้นแก้วอีกแล้ว  ผมไม่บังอาจยกขึ้นมาดื่มได้อีก  เพราะรู้ดีว่ามันคือรสชาติของน้ำแข็งที่หลอมเหลวผสมโซดา  มันแปร่งปร่าไม่ซ่านลิ้นเหมือนเหล้าที่ชงใหม่  อีกซักพักเถอะ  พนักงานในร้านก็ต้องยกมันไปเททิ้ง….
ผม หิ้วเหล้าที่เหลือค่อนขวดติดมือมาด้วย  กะว่ามาชงกินเองที่บ้าน  อารมณ์ครึ้มของผมคงไม่เว้นวรรคปล่อยให้น้ำแข็งละลายจนเหล้าจืดเหมือนอย่าง ที่เคยเป็น.


http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fyuthmusic.blogspot.com%2F2010%2F09%2Fblog-post_18.html&layout=standard&show_faces=true&width=450&action=like&colorscheme=light&height=80

เผยแพร่ครั้งแรก
http://www.oknation.net/blog/yuth111/2007/12/15/entry-1

♥ เสียงเพลง…จากทุ่งหญ้า


จากท้ายตลาดตรงไปจนสุดซอย เลี้ยวขวาไปอีก 3 ช่วงเสาไฟฟ้าภาพที่เห็นเบื้องหน้ามันช่างแตกต่างจากเบื้องหลังอย่างสิ้นเชิง

ข้างหลังคือตึกรามบ้านช่องอันเกะกะนัยน์ตา แต่ข้างหน้าคือทุ่งหญ้าสีเขียวราบโล่งมองไกลลิบลับสุดลูกหูลูกตา

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าที่ดินตรงนี้เป็นของใคร รู้แต่เพียงว่าเป็นเนินทุ่งหญ้าสีเขียวขนาดใหญ่พื้นที่หลายไร่ตรงนี้ เป็นสถานที่พักผ่อนของชาวบ้านร้านตลาดในย่านนี้ แม่จูงลูกมาเดินเล่นบ้าง บางครอบครัวหุงหาอาหารมานั่งทานกันที่นี่ หนุ่มสาวบางคู่ก็แอบมาพลอดรักกันแถวพุ่มไม้ รวมทั้งผมในวัยหนุ่มเพิ่งเริ่มแตกพาน และเพิ่งรู้จักมองว่าผู้หญิงมีอะไรที่น่าสนใจ ก็ชักชวนเพื่อนร่วมก๊วน 2 – 3 คนมานั่งเล่นกีตาร์ร้องเพลงกันอยู่ตรงที่แห่งนี้ด้วยเหมือนกัน….

แน่นอน…ปากร้องไป แต่หางตาก็อดชำเลืองมองสาวๆที่ผ่านไปผ่านมาไม่ได้….

“เพลงสบาย สบายโก๋ เชิญร้องโชว์ให้หญิงฟัง

ส่งสำเนียงให้เสียงดัง เชิญร้องฟังให้ชื่นทรวง…..”

นี่เป็นเพลงหากินของคณะเรา ขออภัย….ผมจำไม่ได้เสียแล้วว่าเพลงนี้เป็นของใคร…แต่ก็ชอบหยิบมาร้องกันเป็นประจำ(แก้ไข..เป็นของวงวาสุชา)

ยุคนั้นวงชาตรีเพิ่งออกงานชุดแรกๆ และดังมากๆ มีเพลงหนึ่งที่เป็นเพลงหากินด้วยเช่นกัน ชื่อเพลง รอรัก….

“โอ้ ความรักนั้นเป็นอย่างไร สุขเพียงไหนฉันใคร่อยากลอง

ยามเราสองได้แนบชิดกัน ความสัมพันธ์คงซ่านใจ…..”

วัยรุ่นที่เริ่มหัดเล่นกีตาร์ร้องเพลงเมื่อซัก 20 กว่าปีก่อน ไม่มีใครร้องเพลงนี้ไม่เป็น

พอแหกปากร้องและเล่นกันจนคนใกล้เคียงรำคาญเริ่มเหล่ ครานี้ก็หันมาเล่นสไตล์เบาๆบ้าง…

“ตักคุณน่าหนุนนอนตาย อวบๆละม้ายคล้ายหมอน

หากผมได้หนุนนอน จะลืมตาช้อนขึ้นสบตา….” ชื่อเพลงตักที่น่าหนุนนอนตาย ของ เศรษฐา ศิระฉายา

จำไม่ได้แล้วว่าหลังหมดยุคของ ดิ อิมพอสสิเบิ้ล เศรษฐา ศิระฉายาออกอัลบั้มเดี่ยวมากี่ชุด ขณะเดียวกัน ดอน สอนระเบียบ ก็เคียงขนาบมาติดๆในสไตล์เพลงสากลที่แปลงเนื้อเป็นภาษาไทย…

“ลำดวน ทองดี เขารักกัน…. เขาจะให้เธอสารพัน

ดอกไม้ ของขวัญ และสิ่งที่เหนืออื่นใด นั่นคือแหวนแต่งงาน……”

ชื่อเพลงลำดวน ทองดี ซึ่งแปลงมาจากเพลงสากล ลอร่าและแทมมี่ ของฝรั่งแทมมี่เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตขณะแข่งรถ ของดอน สอนระเบียบ ทองดีเสียชีวิต ในสนามแข่งควาย ปล่อยให้ลำดวนต้องโดดเดี่ยว…แหม ผมชื่นชมท่านผู้เขียนเนื้อเพลงนี้จริงๆ

แน่นอน…ที่นี่เป็นห้องซ้อมดนตรีของผม เพราะแม้จะเสียงดังไปบ้างแต่ก็ไม่หนวกหูใคร เพราะมันเป็นทุ่งหญ้า

ทุกเย็นผมกับเพื่อนๆจะมาร่วมแจมเพลงกันอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเพลงของวงชาตรี ทีมีนราธิป กาญจนวัฒน์ เป็นนักร้องนำ เพราะรู้สึกว่าในยุคนั้น ชาตรี จะมีอิทธิพลกับวัยรุ่นยุคผมมากมายเหลือเกิน แม้กระทั้งวงดนตรีที่เกิดใหม่อย่างอินทนิล (ภายหลังเปลี่ยนเป็นเรนโบว์) คุณต้อม เรนโบว์ ก็สารภาพออกมาตรงๆว่าวงอินทนิลก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวงชาตรีเช่นกัน

ตามติดมาอีกหลายวงในสไตล์เพลงป๊อบวัยรุ่นเช่นวงบรั่นดี (มีโอภาส ทศพร ร้องนำ) วงฟรุ๊ตตี้ มีคุณชมพู เป็นนักร้องนำ และคุณอ๊อดอีกหนึ่งอ๊อดคือ รณชัย ถมยาปริวัฒน์ แห่งวงคีรีบูน คนนี้มีน้ำเสียงที่ขยี้ใจวัยรุ่นไทยยุคนั้นเป็นอย่างมาก….

อีกวงคือ ดิ อินโนเซ้นท์ ที่มี พีรสันต์ จวบสมัย เป็นหัวหน้าวง ก็โด่งดังไม่แพ้ใครเช่นกัน และอีกหลายๆวงที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นเยอะมาก ทุกๆวงต่างแชร์เอาความโด่งดังและมีชื่อเสียงกันไปถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตามวงชาตรี ซึ่งถือว่าเป็นวงดนตรีวัยรุ่นต้นแบบ ก็ยังยืนหยัดอยู่อย่างทระนงโดยไม่มีใครมาล้มล้างไปได้…

ด้วยความชอบเล่นดนตรีผมกับเพื่อนร่วมก๊วนก็ได้เป็นนักดนตรีสมใจอยาก คือเป็นนักดนตรีของโรงเรียน และทุกเย็นถ้าว่างไม่ซ้อมเพลงที่โรงเรียน พวกเราก็ยังคงไปแหกปากเล่นกีตาร์กันอยู่ที่ทุ่งหญ้าท้ายตลาดเช่นเดิม….

และเหมือนเดิมมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นสาวๆ เดินผ่าน

“เพลง ซำบาย ซำบายโก๋ เชิญร้องโชว์ให้หญิงฟัง

เปล่งสำเนียงให้เสียงดัง เชิญร้องฟังให้ชื่นทรวง…..”

ส่วนใหญ่ถ้าไม่โดนเชิดใส่ ก็โดนคำชมแบบนี้

“ไปร้องให้บิดา-มารดาแกฟังไป๊…”

ความจริงพวกเธอว่าแรงกว่านี้ ซึ่งพวกเราไม่ค่อยยี่หระเท่าไหร่เพราะดูเหมือนแต่ละคนจะพอกหน้ามาด้วยปูนซิเมนต์กันอย่างถ้วนทั่ว

มีอยู่คนหนึ่งจูงเด็กราว 4 ขวบมาด้วย ไม่ด่า แต่มานั่งพับเพียบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ด้วยความตะลึงพรึงเพริด พวกผมหยุดเล่นหยุดร้องพร้อมเพรียงกันราวกับนัดหมายไว้ล่วงหน้า

“อ้าว หยุดทำไม จะฟัง”หญิงสาวผู้มาใหม่ว่าพร้อมกับยิ้ม คะเนดูแล้วอายุอานามน่าจะรุ่นๆดียวกับพวกผม

“เราเคยดูเธอเล่นดนตรีที่งานโรงเรียนเรา ร้องเพลงเพราะดี” เธอว่า ซึ่งผมก็ยังนึกไม่ออกว่าผมไปเล่นที่ไหน เพราะไปมาหลายงาน แต่หัวใจผมก็เต้นตูมตามขึ้นมาทันที ผมว่าเธอสวย น่ารัก ตาคมผิวเข้มแบบสาวชาวใต้ ที่สำคัญยิ้มมีเสน่ห์

“เธอไปเล่นที่โรงเรียนพาณิชย์…วันที่เค้าฉลองเรียนจบกันไง”

อ้อ..นึกออกแล้ว ฉลองเรียนจบระดับ ปวช.ปวส.ของโรงเรียนพาณิชย์เอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัด พวกผมไปเล่นดนตรีให้เมื่อ อาทิตย์ผ่านมานี่เอง

“เราชื่อติ๋ม เรียนอยู่ปวช.ปี 2 ชอบฟังเพลงร้องเพลงเหมือนกัน” เธอแนะนำตัว ส่วนผมได้แต่นั่งอึ้งตอบโต้ไม่ทัน มีแต่ไอ้โย่งที่ปากปีจอกว่าเพื่อน ร้องเพลงนี้ออกมา

“ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ม พี่รักติ๋มแทบบ้า

ติ๋มเปรียบเสมือนดวงใจ ติ๋มนั้นคล้ายดวงตา

สวรรค์ส่งมาประดับชีวี…” ชื่อเพลง รักติ๋มคนเดียว ของสายัณห์ สัญญา

“เพลงนี้ไม่เอา…” เธอโบกมือ “เล่นเพลง สายชลได้ไหม เดี๋ยวเราร้อง”

“สายชล..เล่นไม่เป็น”ผมตอบ

“อะไร เพลงออกดัง ไม่เคยได้ยินเหรอ”

“เคย แต่เล่นไม่เป็น”

“ไปหัดมา เราจะร้อง”

อะไรจะขนาดนั้นเนี่ย…ผมนึก ผู้หญิงอะไรช่างกล้าดีแท้ เธอบอกว่ามาอาศัยอยู่กับพี่สาวเพื่อมาเรียนหนังสือในเมือง และเด็กที่เธอพามาด้วยเป็นลูกของพี่ที่เธอช่วยดูแล

“เหม่อมองดูสายน้ำวน เหม่อมองสายชล ช่างไหลริน

เหม่อมองดูนก ผกผิน บินลับไป ยามเหงา เราถอนใจ

บินไป ไม่กลับคืน….”

นั่นคือเพลง สายชล ของจันทนีย์ อูนางกูล ที่ติ๋มอยากร้อง และในวันต่อๆมาเธอก็ได้ร้องสมใจ เพราะเธอเป็นหนึ่งในสมาชิกของเราทีมาเจอะเจอกันแทบทุกเย็น

เมื่อเรามีการซ้อมในวันหยุดผมก็ชวนเธอไปซ้อมเพลงด้วย อาจารย์ที่คุมวงบอกว่าเสียดายที่ไม่ได้เรียนที่เดียวกัน มิฉะนั้นจะได้เป็นนักร้องของโรงเรียน นั่นย่อมการันตีได้ว่า เธอร้องเพลงได้ดีจริงๆ

ที่ทุ่งหญ้ายามเย็นหากมีติ๋มมาด้วยวันนั้นดูเหมือนจะคึกคักแจ่มใส แต่ถ้าเธอไม่มาดูเหมือนฟ้าจะหม่นหมอง และไอ้โย่งอีกนั่นแหละที่จะต้องร้องเพลงนี้กรอกรูหูผม

“ติ๋มเปรียบเสมือนดวงใจ ติ๋มนั้นคล้ายดวงตา

สวรรค์ส่งมาประดับชีวี…..

พี่เคยรักต๋อย ต้อย ตุ้ม ตุ๋ย ต่าย ก็ลืมเขาได้เมื่อมารักติ๋ม……

เคยขื่นระทมขมในฤทัย หัวใจโดนทิ่ม….ได้ติ๋มเป็นยารักษาแผลใจ”

“ไอ้บ้า เดี๋ยวกูถีบ”ผมแกล้งโมโหเมื่อโดนเพื่อนแซว

“มึงอย่า…มึงอย่า”ไอ้โย่งชี้หน้าแล้วหัวเราะ “วันก่อนกูไม่ได้มา แต่กูแอบมาดูมึงโว้ย แหม…ทำเป็นนั่งใกล้ชิดติดกันแถมร้องเพลง รอรัก ให้น้องติ๋มฟังด้วย วันนี้ พอเค้าไม่มาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้…กูรู้โว้ย…”

โดนเข้าไม้นี้ผมรู้สึกหน้าชาขึ้นมาทันที รู้สึกอายไอ้โย่งที่มันจับความรู้สึกของผมได้…

แต่..ณ ทุ่งหญ้าแห่งนั้นก็มีเสียงเพลงของพวกเราล่องลอยอยู่นานนับปี….

—————————————————————————–

และ ปีนี้ผมมีโอกาสกลับไปที่ทุ่งหญ้าท้ายตลาอีกครั้ง วาดหวังถึงร่องรอยแห่งบทเพลงในอดีต…และไม่มีอะไรมากมายเกินไปกว่าได้เข้า ไปทบทวนเรื่องราวอันหวานใสของวัยเด็ก….

หลายปีมาแล้วทีเพื่อนร่วมก๊วนของผมต้องจากกันรวมทั้งติ๋มด้วย เราคบกันได้แค่ปีเศษๆ เธอก็จบปวช.และไปต่อปวส.ที่กรุงเทพฯ ส่วนผมจบม.ปลายก็ยังย่ำอยู่ที่วิทยาลัยต่างจังหวัด แรกๆก็เขียนจดหมายคุยกันดี เดือนละหลายฉบับ แต่นานเข้าระยะทางก็เป็นตัวแปรให้ความคิดถึงเจือจางลง บางครั้งผมก็ไม่ได้ตอบจดหมายที่เธอส่งมา และเธอก็อาจลืมตอบฉบับที่ผมส่งไป หลายเดือนเข้าก็ไม่มีจดหมายถึงกันแม้แต่ฉบับเดียว…

เธออาจเรียนจบได้ทำงานและย้ายที่อยู่ จดหมายฉบับสุดท้ายที่ผมเขียนถึงเธอ ถูกบุรุษไปรษณีย์นำมาคืนและบอกว่า “ไม่มีชื่อตามที่อยู่”

เธอ…คงใช้ชีวิตตามวิถีของเธอ และผม…ก็ใช้ชีวิตไปตามวิถีของผม ผมย้ายถิ่นฐานไปอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง และไม่เคยกลับไปที่นั่นกว่า 20 ปี

แต่ในความทรงจำ ภาพของเด็กสาววัย 17 ผิวสีน้ำผึ้ง ยิ้มหวานและตาคมแบบสาวใต้ก็ยังล่องลอยอยู่ในสำนึก

จากท้ายตลาดตรงไปจนสุดซอย เลี้ยวขวาไปอีก 3 ช่วงเสาไฟฟ้าจะเป็นทุ่งหญ้าแต่ในวันนี้ภาพที่เห็นกลับไม่เหลือร่องรอยเสียแล้ว

ตัวโรงเรือนขนาดยักษ์ถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุทันสมัยมาตั้งแทนที่ ภายในถูกสร้างเป็นแผงลอยนับร้อยแผง คราคร่ำด้วยผู้คนที่เดินซื้อหาจับจ่ายสิ่งของและอื้ออึงไปด้วยสรรพเสียงของการต่อรองราคาและเชิญชวนให้เลือกซื้อของบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า

“มาใหม่เลยพี่…ลดราคาถูกสุดๆ”เสียงแม่ค้าโฆษณา ผมเดินดูของเรื่อยเปื่อย

“เอาไหรมั่งล่ะพี่ เลือกแลต๊ะ” แม่ค้าเจ้าเดิมเชิญชวนเป็นภาษาใต้อันคุ้นหู แต่ฉับพลันผมรู้ว่ามีอะไรน่าสนใจมากกว่า…อยู่ใกล้ๆนี่เอง

“ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ม…พี่รักติ๋มแทบบ้า….”เป็นเสียงเพลงรักติ๋มคนเดียวที่ร้องโดยสายัณห์ สัญญา นั่นเองผมรีบสาวเท้าไปอย่างว่องไวเจอกับแผงขายซีดีเพลง….

กวาดสายตาไปทั้งแผง

“หาของใครค่ะ”

“ของจันทนีย์ อูนางกูล มีไหม เพลงสายชลนะ” ผมตอบ

“มีค่ะ…เค้าทำออกมาใหม่ ช่วงนี้เพลงเก่าขายดีมาก”เธอหยิบส่งให้

“เอาชุดนี้ด้วย ที่กำลังเปิดเนี่ย”

“สายัณห์ นี่เหรอค่ะ”

“ใช่…อยากได้เพลงรักติ๋มคนเดียว”

คราวนี้แม่ค้าหันมามองหน้าสบตา แววตานั้นเหมือนดูคุ้นเคยส่วนรอยยิ้มนั้น น่าจะเป็นรอยยิ้มที่เคยทำให้เด็กหนุ่มวัย 17 อย่างผมคะนึงหามาแล้ว…

ติ๋มนั่นเอง…!!

เธอดีใจผมก็ดีใจ 20 กว่าปีที่ไม่เจอกันมันทำให้เราต่างรับรู้ถึงความแปรเปลี่ยนของแต่ละคน ติ๋มอวบอ้วนตามวัยของผู้หญิงวัยขึ้นต้นด้วยเลข 4 ลูกๆของเธอก็เป็นหนุ่มเป็นสาวไปหมดแล้ว มีคนเล็กที่เป็นผู้หญิงอายุ 16 มาช่วยเธอขายของด้วย

เธอคงคิดถึงเรื่องราวในวัยเด็กของเราได้ดี

“คนนี้ชอบร้องเพลง”เธอว่าพลางหัวเราะ

“เสียงดีด้วยนะ…พาไปอยู่ที่ค่ายเพลงซักคนซิ” เธอแหย่หลังจากเราได้ซักไซ้ไล่เลียงความเป็นมาเป็นไปของเรา 2 คนอยู่ครู่หนึ่ง

“เค้าชอบร้องเพลงเก่าๆนะ สายชล ของจันทนีย์เค้าร้องได้เพราะทีเดียว”

—————————————————————————–

ผม กลับมาที่รถพร้อมด้วย ซีดี.2 แผ่น เหลียวหลังไปมองหลังคารูปโดมขนาดยักษ์แล้วพยายามบีบบังคับให้มันยุบลงเป็น ทุ่งหญ้าสีเขียวด้วยจินตนาการ ผมนั่งใกล้ๆติ๋มเล่นกีตาร์และร้องเพลงรอรักของวงชาตรี

โอ้ ความรัก นั้นเป็นอย่างไร สุขเพียงไหนฉันใคร่อยากลอง….

ยามเราสองได้แนบชิดกัน……….

แต่เสียงเพลงจากเครื่องเล่นซีดีในรถก็พลันดังขึ้น….

…..เหม่อมองดูสาย น้ำวน เหม่อมองสายชล ช่างไหลริน

เหม่อมองดูนก ผกผิน บินลับไป ยามเหงา เราถอนใจ บินไปไม่กลับคืน…..

ลืมไปว่า ผมเป็นคนใส่แผ่นลงไปเมื่อครู่นี่เอง ….

 

♥ ตะลุยห้วงอวกาศ



“เลยเวลาอาบรังสีมา 5 วินาทีแล้วนะคะ กัปตัน” เสียง ปัทนีย์ มนุษย์อวกาศสาวย้ำเตือนมาจากข้างหลัง ทำให้ดร.สิโรจน์ซึ่งกำลังฟุบหลับอยู่กับโต๊ะทำงานงัวเงียขึ้นมาทันที เขาสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง 2-3 ครั้ง ก่อนจะหันไปทางต้นเสียง

“อืห์ม….จริงสิ ผมรู้สึกเพลียนิดหน่อย เลยวูบไป”เขากล่าวพร้อมกับยืนขึ้น มือก็คว้าอุปกรณ์สำคัญบางอย่างที่ใช้สำหรับสวมใส่ยามที่ต้องเข้าห้อง “ฉายรังสี”

“ดูมอนิเตอร์ไว้ให้ผมด้วยนะ” เขาชี้ไปที่จอคอมพิวเตอร์ “ตอนนี้ยานเรากำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 1,500 ไมล์ต่อชั่วโมง วิทยันต์ เขาขอเพิ่มเป็น 2,500 แต่ผมยังไม่อนุมัติ”เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เอาจริงเอาจัง “ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงโคจรของกลุ่มดาวซึ่งหนาแน่นมาก ถ้าเขาต้องการเพิ่มความเร็ว ต้องรอผมก่อน”

“ได้ค่ะ”หล่อนรับคำ ขณะจ้องตามร่างของดร.หนุ่มที่ก้าวเท้ายาวๆจากไป นี่เป็นครั้งแรกที่หล่อนต้องมาเตือนเขาให้เข้าห้องอาบรังสี เพราะปกตินักบินอวกาศทุกคนต่างก็รู้หน้าที่ของตนเองดีอยู่แล้วว่า ทุกๆ 24 ชั่วโมงร่างกายของตนเองต้องได้รับรังสี อุลตร้าไวโอเล็ตจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพสมดุลย์เสมือนยังใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ หรือเป็นเพราะภาระหน้าที่ของการเป็น “กัปตัน”ที่ทำให้ดร.สิโรจน์ต้องหลงลืมเรื่องนี้ไปบ้าง…

เป็นเวลานานนับเดือนแล้วที่หล่อนและพรรคพวกอีก 2-3 คนต้องมาใช้ชีวิตอยู่บนยานลำนี้ เจตนาเพียงเพื่อเป็นสื่อกลางในการกระจายคลื่นวิทยุเพื่อค้นหาดาวดวงอื่นที่มีสภาพใกล้เคียงกับโลก และถ้างานนี้สำเร็จ ก็หมายความว่ามนุษย์จะมีโลกดวงที่สองเอาไว้เป็นที่อาศัย หรือไม่ก็ใช้เป็นที่พักพิงถาวรยามที่โลกใกล้สิ้นอายุขัย

ยานอวกาศลำนี้ชื่อ ทศกัณฐ์ มีหน้าที่หลักคือเป็นสถานีอาวกาศ ขณะเดียวกันก็สามารถเปลี่ยนภาพเป็นยานอาวกาศได้เช่นกัน สามารถเคลื่อนที่ได้รอบทิศทางโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในกาศเปลี่ยนแนวโคจร และสามารถทำความเร็วในแนวระนาบได้ถึง 100,000 ไมล์ต่อชั่วโมงทีเดียว

รอบๆตัวยานจะติดตั้งระบบอินฟาเรดเพื่อตรวจสอบไว้หลายรูปแบบ นับตั้งแต่การวัดความหนาแน่นของบรรยากาศ ความหนาแน่นของกลุ่มดวงดาว รวมทั้งแนวโคจรของดวงดาวต่างๆ เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ยานอาวกาศลำนี้จะไปชน หรือถูกชนจากกลุ่มดาวต่างๆ ยกเว้นความเร็วเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามต้องการของผู้ควบคุมยาน

ตัวเลขจากหน้าจอมอนิเตอร์บอกว่าขณะนี้ ตัวยานได้เคลื่อนที่ห่างจากผิวโลกมาแล้ว 5หมื่นล้านไมล์ ซึ่งมากกว่าระยะทางจากโลกไปถึงดาวเคราะห์ดวงสุดท้ายของระบบสุริยะจักรวาลประมาณ 10 เท่า ระยะทางขนาดนี้ถ้าจำเป็นต้องเดินทางตามความเร็วปกติจะต้องใช้เวลาร่วม 20 ปี!

สายตาของปัฐนีย์จับอยู่ที่จอมอนิเตอร์ ภาพของหมู่ดาวและสะเก็ดหินฝุ่นควัน ยังลอยเกลื่อนอยู่ทั่วไป  แต่ด้วยระบบที่ทันสมัยของยานลำนี้ทำให้มันสามารถหลบหลีกจากการปะทะเหล่านั้น  ภาพจากจอมอนิเตอร์เห็นมันเคลื่อนที่ไปเร็วมาก  เธอรู้สึกตาลายและต้องสวมแว่นปรับความเร็ว…

แว่นปรับความเร็วเป็นเทคโนโลยี่อีกชิ้นหนึ่งเมื่อสวมใส่แล้ว  ทำให้ผู้สวมรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ด้วยความเร็ว 1,500 ไมล์ต่อชั่วโมงนั้นลดเหลือเพียง 150 ไมล์ต่อชั่วโมงเท่านั้นเอง…

เธอรู้สึกว่าอาการวิงเวียนของเธอค่อยดีขึ้น…ความครุ่นคิดคำนึงส่วนหนึ่งก็ลื่นไหลไปตามอารมณ์

วันนี้…ตามปฎิทินอิเลคทรอนิคส์บอกว่า เป็นวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2653 นี่ถ้าพวกเธอยังอยู่บนโลกมนุษย์ก็คงสดชื่นรื่นรมย์อยู่กับงานเฉลิมฉลองส่ง ท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อยู่ที่ไหนซักแห่ง แต่ด้วยภาระหน้าที่สำคัญ ทำให้เธอจำต้องเดินทางไกลมากับสถานีอวกาศแห่งนี้พร้อมกับเพือนร่วมทีม อีก 4 คน…

 


กำลังพยายาม จะเขียนให้จบ…

%d bloggers like this: