วัยหวานกับ กนกพงศ์ สมสงพันธุ์


ภาพจากอินเตอร์เน็ต


ลงรถไฟสถานีพัทลุง  เห็นขุนเขาอกทะลุตระหง่านอยู่เบื้องหน้านึกในใจมันช่างเป็นเมืองที่ท้าทายอะไรเยี่ยงนี้

ผมเดินทางมาจากปัตตานีไปเยี่ยมพี่สาว  กำลังจะกลับนครศรีธรรมราช  แต่…เป้าหมายหนึ่งต้องแวะเมืองนี้เพื่อเยี่ยมเยียนเพื่อนผู้พิศวาสกลิ่นอักษรเช่นกัน…เขาชื่อ กนกพงศ์ สงสมพันธ์

ยามนั้นเขากำลังเรียนม.6 ร.ร.พัทลุง  ส่วนผม เรียนปีหนึ่งเทคนิคช่างไฟฟ้า ระดับปวส.  เรื่องสั้นที่เราได้รวมเล่มด้วยกันทำให้ผมคิดว่าเราต้องเจอะเจอกันบ้าง

นั่งสองแถวลงหน้าโรงเรียน  เดินไปที่ห้องอำนวยการ  อาจารย์ท่านต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี  แนะให้ผมเดินไปที่ห้องที่กนกพงศ์กำลังเรียนอยู่   มันเป็นชั่วโมงวิทยาศาสตร์

เด็กหนุ่มรูปร่างผอมสูง กางเกงขาสั้นสีกากี เดินยิ้มเผล่ออกมาทักทาย  พร้อมแนะนำผมให้อาจารย์ได้รู้จัก… “อีกสิบนาทีหมดคาบเรียนแล้ว”กนกพงศ์บอก “เลิกเรียนแล้วกลับบ้านพร้อมกัน”

บ้านพักของกนกพงศ์ เป็นบ้านสองชั้นสีเขียว  อยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนมากนัก  เหมือนบ้านอยู่ในสวนประมาณนั้น  กนกพงศ์บอกว่า เป็นบ้านที่พ่อสร้างไว้ให้ลูกๆ มาพักเมื่อมาเรียนหนังสืออยู่ในเมือง

กนกพงศ์พักอยู่กับเพื่อนๆ อีกสองคน  แนะนำให้ผมได้รู้จัก  เสียดายผมจำชื่อไม่ได้เสียแล้ว  เขาพาเดินดูรอบๆ บริเวณบ้านซึ่งร่มรื่นไปด้วยพรรณไม้   ในบ้านเต็มไปด้วยตู้หนังสือ  ส่วนหลังบ้านเลอะเทอะไปด้วยคราบสี  เขาบอกว่าพื้นที่ตรงนี้เขาใช้เขียนป้ายโฆษณายามจัดกิจกรรมต่างๆ

“กิจกรรมทั่วไปที่พวกๆ จัด ผมเขียนป้าย”เขาบอก เขาพาผมเดินไปให้รู้จักที่ทำการกลุ่มนาครของเมืองพัทลุง  ที่นั่นผมได้เจอ พี่ประมวล มณีโรจน์  ตอนนั้นกำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการจัดทำจุลสารของกลุ่มนาคร

“จุลสารของกลุ่มเป็นเอกสารโรเนียว ทำต้นแบบด้วยกระดาษไข  แจกจ่ายไปให้บรรดาสมาชิกทั่วภาคใต้” พี่ประมวลชี้แจง  เมื่อผมกลับบ้านที่นครศรีฯ ผมเคยได้รับเอกสารนี้หลายครั้ง  เสียดายจริงๆ ถ้ายังอยู่…มันจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่ากับผมอย่างที่สุด

ผมลากนกพงศ์ในอีกสองวันต่อมา  ยังจดจำภาพต่างๆ ได้เลือนราง  แต่บางภาพก็แม่นยำ  โดยเฉพาะช่วงเช้าที่กนกพงศ์พาผมไปเล่นน้ำคลองข้างๆ บ้าน

เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผมรู้ว่า กนกพงศ์ ชอบดนตรี คาราบาวมาก ๆ เขาเป็นคนที่เลียนเสียงพูดของแอ๊ด คาราบาวได้เหมือนที่สุด  ตอนนั้นไม่มีใครคิดว่า…แอ๊ด คาราบาว จะเป็นคนหนึ่งที่แต่งเพลงให้เขายามที่เขาเสียชีวิต

13 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นวันที่ครบรอบการจากไปของเขาอีกรอบ  แม้ในยามที่เขาโด่งดังในวงการวรรณกรรม  ผมจะไม่ได้คลุกคลีคุ้นเคยกับเขาเท่าในวัยเด็กที่เริ่มเป็นหนุ่ม  แต่ความทรงจำเหล่านั้นก็ยังแนบแน่นไม่รู้คลาย

วันเวลาไม่เคยหวนกลับ  ทุกชีวิตล้วนเดินไปข้างหน้า  มีความมืดดำของโลกที่เราไม่รู้จักเป็นกับดัก  ทุกชีวิตต้องเจอ หากแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น  กนกพงศ์ เดินทางไปถึงก่อนใคร ๆ ในวัยเดียวกันอีกหลายคน  และเขาก็หลับสบายอยู่ที่นั่นชั่วนิจนิรันดร์

สหาย พันจอก
12/2/55

เมื่อน้ำท่วม-1


คลองหน้าบ้าน

ลำคลองสายนี้..ทำให้เราต้องเจอกับน้ำท่วมทุกปี (คลิกดูแผนที่ลิงค์ด้านล่าง)

http://g.co/maps/5783q

ฝนที่เทลงมาอย่างบ้าคลั่งสามวันติดต่อกันทำให้น้ำในลำคลองหน้าบ้านสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากกระแสน้ำที่ไหลเอื่อยเฉื่อยเริ่มทวีความเชี่ยวกรากขึ้นเป็นลำดับ มองดูเหมือนเกลียดวเชือกขนาดยักษ์บิดพันกันไปมา  ท้องฟ้าตอนนี้เห็นแต่ฝ้าขาวเต็มไปหมด ราวกับฟ้าทั้งผืนถูกห่อหุ้มไว้ด้วยกระจกฝ้าบานใหญ่ ฝนตกแบบนี้ชาวบ้านเรียกว่าตกแบบฟ้าขาว ยากนักที่จะหยุดได้ง่ายๆ ไม่เกินครึ่งวันกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากก็ค่อยๆ เอ่อล้นตลิ่งมาหน้าบ้าน มันพัดพาเอาขี้เลื่อยจากโรงเลื่อยต้นน้ำ เศษขยะ และกองไม้ผุๆมาด้วย
พ่อบอกว่าตอนนี้น้ำคงท่วมโรงเลื่อยไปแล้ว มันอยู่ห่างจากที่นี่ไปหลายกิโล แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ถ้าระดับน้ำไม่สูงจริงๆ มันก็ไม่สามารถท่วมโรงเลื่อยได้
น้ำหน้าบ้านสูงเทียมหน้าแข้งผู้ใหญ่ แววตาของพ่อฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด พวกเราเด็กๆ ยังสนุกอยู่กับการเล่นน้ำหน้าบ้าน…แม่บอกอย่าออกไปไกล เดี๋ยวน้ำจะพัดลอยไปลงทะเล

ไม่ถึงครึ่งวันระดับน้ำก็สูงขึ้นปริ่มนอกชาน ขณะที่ฝนยังคงตกไม่หยุด ระดับน้ำขยับขึ้นเร็วมาก ฟ้าก็ใกล้โพล้เพล้ ความมืดที่โรยตัวเข้ามามันทำให้ทุกคนตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเอากันยังไงดี
“ถ้ารู้ว่าน้ำมันมาเร็วแบบนี้ก็ย้ายของไปบนควนเสียตั้งแต่เช้า” เสียงพ่อบ่นพึมพึม ควนของพ่อหมายถึงบ้านบนเนินที่น้ำท่วมไม่ถึง ญาติๆของแม่อยู่ที่นั่นทุกครั้งที่เข้าหน้าน้ำเราต้องย้ายบ้านไปอยู่ที่นั้นกันเป็นประจำ….


ปีที่แล้วเราย้ายไปอยู่ที่นั่นกันร่วม 2 อาทิตย์ รอให้น้ำลดแล้วค่อยกลับมาใหม่ พวกเราเด็กๆ สนุกสนานกันใหญ่โต มีหลายครอบครัวไปรวมตัวกันบนควน หุงข้าวครั้งหนึ่งเป็นกระทะใบบัว อาหารแห้งประเภทปลากระป๋องหมดไปเป็นเข่ง มันเป็นอาหารอย่างเดียวที่พอจะหาได้ในขณะนั้น


น้าเลี่ยมคนข้างบ้านตะโกนโหวกเหวก บอกว่าอย่างนี้เอาไม่ไหวแล้ว…น้ำมาเร็วมาก บ้านของแกเตี้ยกว่าบ้านเรา เลี้ยงหมูไว้ตัวหนึ่งก็ต้องเอามาอยู่บนบ้าน


“เดี๋ยวมันต้องท่วมบ้านฉัน” ได้ยินแกตะโกนฝ่าสายฝน “ช่วยอุ้มหมูไปปล่อยบนจอมปลวกก่อนดีกว่า”น้าเลี่ยมตะโกนฝ่าสายฝนมาอีก คราวนี้เสียงดังกว่าเดิม  ผมเห็นพ่อปลดเชือกเรือแล้วพายไปที่บ้านน้าเลี่ยม คงจะไปช่วยจับหมูไม่ให้มันดิ้น ไม่อย่างนั้นมันอาจทำให้เรือพลิกคว่ำได้… พ่อหายไปพักใหญ่ก็กลับมา เนื้อตัวเปียกปอน


“จอมปลวกหลังบ้านเลี่ยมยังสูงอยู่….ยังดี มันเป็นลานกว้างพอให้หมูยืนได้ เอามันไปปล่อยไว้บนนั้น”พ่อพูดพลางปาดน้ำฝนบนหน้า


“ถ้าน้ำท่วมละพ่อ มันก็ตายสิ”แม่สงสารหมู
“อืม…ไว้ที่บ้านมันก็ตายเหมือนกัน ตอนนี้บ้านน้าเลี่ยมน้ำท่วมนอกชานแล้ว” พ่ออธิบาย

บ้านของเรายังแค่ปริ่มชานเรื่อน  พ่อบอกว่าอีกไม่นานมันต้องท่วมถึงเรือนใหญ่  ปีนี้ดีหน่อย ข้าวเหลือในยุ้งนิดหน่อยพ่อกับแม่ขนเอามาไว้บนคานที่เอาไม้มาปูต่อๆกัน  หมูก็ไม่ได้เลี้ยงแล้ว  วัวทั้งฝูงก็ถูกขโมยไปเมื่อปีก่อน  ตอนนี้เหลือแต่หมาชื่อไอ้ลาน กับแมวชื่อไอ้เปีย และไก่อีกฝูง  พวกมันบินไปอยู่บนหลังคากันเรียบร้อยแล้ว

บ้านของเราอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ติดลำคลอง  ต้นน้ำอยู่ที่เชิงเขาที่ไหนสักแห่งที่ไกลออกไป  พ่อเคยพายเรือไปถึงโรงเลื่อย  ซึ่งอยู่ไกลมาก แต่กระนั้นก็ไม่เคยไปถึงต้นน้ำซักครั้งเดียว  ทุกๆ ปีบ้านเราต้องถูกน้ำท่วมตลอด  เพราะมันเป็นทางผ่านของน้ำที่จะไหลออกไปทะเลที่เรียกกันว่า “ปากน้ำ”  ลำคลองที่ผ่านหน้าบ้านมันก็แปลก  ที่ต้องไหลอ้อมมาทางหลังบ้านอีก  แต่ระยะทางที่มันไหลอ้อมไปก็ห่างกันพอสมควร  ทำให้หมูบ้านของเรารู้สึกเหมือนอยู่ต้นแหลมที่มีน้ำล้อมไว้สามด้าน

แม่หุงข้าวทำกับข้าวง่ายๆ อย่างรวดเร็ว  ผมกับน้องกินข้าวกันอิ่มด้วยบรรยากาศของน้ำและฝนทำให้เจริญอาหารเป็นพิเศษ  มื้อนี้มีน้ำพริกมะขามทอดน้ำมัน กินกับปลาช่อนย่างและยอดผักบุ้งสลวดน้ำ  มันเป็นยอดผักบุ้งนาที่โดนน้ำแล้วจะแตกยอดออกใหม่พยายามทอดยอดหนีความสูงของระดับน้ำ  ยอดมันอวบอิ่มและกรอบเป็นพิเศษ  กินเสร็จผมทำหน้าที่ล้างจาน  สบายหน่อยน้ำเยอะดีใช้น้ำที่ท่วมนั่นแหละล้างซะเลย

ฟ้ายังขาวโพลนไปด้วยม่านฝน  แต่บรรยากาศที่มืดมิดทำให้รู้เวลาว่าค่ำแล้ว  พ่อจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดไล่ผมกับน้องเข้าห้องนอน  บ้านเราไม่มีไฟฟ้า ไม่มีทีวี  มีแต่วิทยุเอฟเอ็มเครื่องเดียวก็เปิดฟังไม่ได้เพราะแบ็ตเตอรี่หมด

ผมกับน้องชายถูกพ่อปลุกให้ตื่นสองครั้ง  ครั้งแรกบอกว่าจะยกเตียงให้สูงขึ้นเพราะน้ำท่วมถึงเรือนใหญ่แล้ว  ผมเห็นพ่อเอาไม้มาหนุนขาเตียงยังเหลืออีกด้านไม่รู้จะเอาอะไรมาใช้ดี   แม่หยิบครกที่ใช้ตำน้ำพริกส่งให้

“เอาไอ้นี่แหละ”แม่ว่า  พอเอาไปหนุนปรากฏว่าความสูงของเตียงได้ระดับกันพอดี

ตื่นมาอีกครั้งเพราะโดนแม่ปลุกคราวนี้น้ำปริ่มขอบเตียงแล้ว  พ่อเอาเรือไปเทียบกับของเตียงให้ผมกับน้องนอนในเรือ  ผมขยี้ตาแทบจะไม่เชื่อ บ้านของโรงยกใต้ถุนสูงมีบันไดแปดขั้น  แต่น้ำบนบ้านสูงถึงเอวแม่  ไอ้เปียแมวหนุ่มขึ้นไปนอนกบดานเงียบอยู่บนขื่อ  ไอ้ลานว่ายน้ำมาเกาะกราบเรือ  พ่อยกที่นอนไปไว้ข้างไอ้เปียแล้วให้ไอ้ลานไปยืนบนเตียงแทน

พ่อบอกให้ผมนอนแต่ผมกับน้องนอนไม่หลับกันแล้ว  นั่งมองระดับน้ำข้างฝาที่ขยับสูงขึ้นทุกวินาที  กระทั่งฟ้าเริ่มสาง  น้ำท่วมจวนมิดหน้าต่างพ่อกับแม่หันหัวเรือออกจากประตูบ้านพาผมกับน้องไปอยู่บนควน  ไอ้ลานกระโดดแผล็วมาเกาะกราบเรืออีก  พ่อง้างพายทำท่าจะตีแต่ไม่ตี

“ไปอยู่บนเตียงก่อน เดี๋ยวมารับ”พ่อตวาด  ไอ้ลานรู้เรื่องว่ายน้ำกลับไปที่เตียงอีกครั้ง

พ่อกับแม่พายเรือฝ่าสายฝนและสายน้ำที่เชี่ยวกรากร่วมครึ่งชั่วโมง  ผมกับน้องนั่งคุดคู้อยู่ในผ้ายางกันฝน  มองเห็นรางๆ ว่าไม่มียอดข้าวโผล่เหนือน้ำแม้แต่กอเดียว ทุ่งนาหลายไร่หลังบ้านเป็นเวิ้งทะเลไปเสียหมด  มองกลับไปที่บ้านเห็นแค่หลังคา

พ่อส่งผมไปบ้านป้าแล้วหันหัวเรือกลับ  บอกว่าจะทยอยเอาของจำพวกข้าวสารอาหารมาอีก  ที่ลานหน้าบ้านป้าปกติไม่เคยมีน้ำ  แต่ครานี้น้ำสูงเกือบกลางแข้ง  หลายครอบครัวอพยพมาที่นี่กันนานแล้ว  บ้านป้าซึ่งเป็นพี่สาวแม่หลังใหญ่อยู่กันได้หลายสิบคน

ผมกับน้องไปบนเรือนซักพักข้างล่างได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกว่าหมาใคร…หมาใคร…
“มันจะตายมั้ยเนี่ย…?”ได้ยินเสียงตะโกนอีก

ผมรีบวิ่งออกไปดูก็ต้องตะลึง…
เห็นไอ้ลานยืนเปียกล่อกแล่กตัวสั่น  ไม่น่าเชื่อ…มันวิ่งกลับไปที่เตียงตอนพ่อง้างไม้พายจะตี  แต่พอคล้อยหลังก็แอบว่ายน้ำตามมา  จากบ้านมาถึงนี่ระยะทางร่วมสามกิโลเมตรเลยนะนั่น!

แหกตาเรียกค่าไถ่


หลังลูกๆ ไปเรียนและสามีไปทำงานแล้ว คุณสดสีก็ต้องเฝ้าบ้านคนเดียวเฉกเช่นทุกวัน

คนสดสีมีลูกสาว 2 คน คนเล็กชื่อแพรว เรียนอยู่ชั้นม.ปลาย ส่วนคนโตชื่อแพร เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสาม  สามีคุณสดสีเป็นข้าราชการครู ชื่ออาจารย์โชติช่วง สอนอยู่โรงเรียนใกล้ๆบ้าน

แรกเริ่มเดิมทีครอบครัวคุณสดสีพักอยู่ในบ้านพักครูของโรงเรียน  ต่อเมื่อคุณสดสีได้มรดกมาจากทางบ้านเป็นที่ดินจำนวนหลายไร่ก็แบ่งขายออกไปและนำเงินส่วนหนึ่งซื้อบ้านไว้หนึ่งหลังใกล้ๆโรงเรียน  ด้วยตัวเองเป็นแม่บ้านยามลูกและสามีไม่อยู่ตนเองก็ต้องเฝ้าบ้านตามลำพัง

ตอนสายของวันนั้นคุณสดสีได้รับโทรศัพท์จากคนเสียงแปลกๆ เนื้อความในโทรศัพท์ทำให้คุณสดสีแทบช็อค

“นั่นบ้านอาจารย์โชติช่วงใช่ไม๊ ตอนนี้ลูกสาวคุณที่ชื่อแพรวอยู่กับเรา ถ้าคุณอยากได้ลูกสาวคืน ก็โอนเงินมาให้เราด่วน ไม่เช่นนั้นเราไม่รับประกันความปลอดภัยของลูกคุณ”

และทำให้คุณสดสีแทบสิ้นสติเมื่อปลายสายเป็นเสียงของลูกสาวคนเล็ก

“แม่…ช่วยหนูด้วย ตอนนี้มันจับลูกมา หนูไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน…”

คุณสดสีพยายามตั้งสติถามออกไป  แต่ปรากฏเสียงของชายคนเดิมตอบมา

“คุณมีเงินในบัญชีเท่าไหร่โอนมาด่วนเลย ไม่เช่นนั้นเราไม่รับประกันความปลอดภัยของลูกสาวคุณ”

“โอนไปไหน”คุณสดสีถาม

“เดี๋ยวเราจะบอกเลขที่บัญชีให้ เอาปากกามาจด” เสียงขู่สำทับเข้ามา

“ฉันไม่มีเงินหรอก…เงินในบัญชีไม่มี” คุณสดสีพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ

“ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินอยู่ที่บ้าน สาม สี่พันเท่านั้น” คุณสดสีบอก เธอไม่ได้โกหกแต่เธอมีเงินอยู่แค่นั้นจริงๆ “ถ้าคุณจะเอา…ฉันจะให้คุณ  แต่ฉันมีเท่านี้นะ”

ปลายสายถูกตัดไป  คุณสดสีรีบโทรศัพท์หาสามีเล่าเหตุการณ์ให้ฟังทันที   อาจารย์โชติช่วงบึ่งรถกลับมาบ้าน   เมื่อตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ที่โทร.เข้ามาก็มองไม่เห็นเพราะถูกตั้งเอาไว้ไม่ให้โชว์เบอร์

อาจารย์โชติช่วงรีบโทร.ไปหาลูกสาวปรากฏว่าปิดเครื่อง  เมื่อโทร.ไปที่โรงเรียนก็ไม่มีคนรับสาย  อาจารย์โชติช่วงรีบพาภรรยาบึ่งไปที่โรงเรียนทันที  ลูกสาวคนเล็กที่ชื่อแพรววิ่งออกมารับ

ลูกสาวบอกว่าเธอไม่ได้ถูกใครจับตัวไปแต่อย่างใด  ส่วนที่โทร.ไม่ติดเพราะกำลังอยู่ในชั่วโมงเรียนจำเป็นต้องปิดเครื่อง  ส่วนโทรศัพท์โรงเรียนอยู่ในห้องธุรการตอนนั้นอาจเป็นเวลาพักกลางวัน และไม่มีใครอยู่

ทั้งอาจารย์โชติช่วงและคุณสดสีถอนหายใจอย่างโล่งอก   แสดงว่าโดนแก๊งค์ต้มตุ๋นแหกตาเอาเต็มๆ  คุณสดสีบอกว่าถ้าเธอมีเงินอยู่ในบัญชี  ตอนนั้นเธออาจตัดสินใจโอนเงินไปให้พวกมันก็ได้…เพราะตกใจมากทำอะไรแทบไม่ถูกจริงๆ

ดีที่แก๊งค์นี้ยังใจไม่ถึงพอ…ไม่อย่างนั้นถ้ามันบอกว่าถ้างั้นมันจะมาเอาเงินสดที่บ้าน…สี่พันก็จะเอาคุณสดสีก็คงต้องให้ไป

อาจารย์โชติช่วงบอกว่าแก๊งค์นี้น่าจะเป็นคนที่รู้จักตนเป็นอย่างดี   คงคิดว่าตนเองมีเงินฝากแบงค์มากมายเพราะเพิ่งซื้อบ้านและขายที่ดินได้   แต่จะให้ชี้ว่าเป็นใครนั้นตนไม่สามารถบอกได้  สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือไปแจ้งความเอาไว้เป็นหลักฐานและบอกกับภรรยาไว้ว่าถ้ามีคนที่ไม่รู้จักก็อย่าเปิดบ้านรับเข้ามาเป็นอันขาด  ไม่เช่นนั้นอาจมีเหตุต้องเสียทรัพย์ได้

เรื่องนี้เก็บไว้เป็นอุทาหรณ์  ใครที่เพิ่งได้รับมรดกหรือได้ลาภก้อนใหญ่มาพึงสังวรไว้  คุณกำลังตกเป็นเป้าสายตาของมิจฉาชีพโดยที่คุณไม่รู้ตัว

เราสองคน


เราสองคน

ภาพจากคอมพิวเตอร์

ทุกทุกเช้าเรามาเจอกัน
เธอนั่งลงตรงหน้าฉัน
พร้อมวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ
นั่งลง แล้วเปิดเปลือกตาฉัน

ฉันสะดุ้งจากการหลับไหล
และสบตาเธอในทันที
ฉันรู้ว่าเธอขาดฉันไม่ได้
เพราะฉัน...
ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอไปแล้ว

เธอเกาะกุมมือของฉัน...เลื่อนให้ฉันชี้ไปมา
ถ่ายทอดความคิดฝันมาให้ฉันสารพัด
จากห้วงคิดของเธอโดยไม่มีการพูดคุย
แต่ฉันล่วงรู้เสมอว่าเธอ...ต้องการอะไร

เราสองคนสบตากันอยู่ตลอดเวลา
เป็นอย่างนั้น ทุกวัน...ทุกวัน
เป็นอย่างนั้น ตลอดเวลา...ตลอดเวลา
และเป็นเวลาที่ยาวนาน 

วันหนึ่ง...ฉันได้ยินเธอบ่น
"ทำไมฉันมองไม่ค่อยชัด"
"ดูเหมือนจะเบลอๆ ไป"
วันละหลายครั้ง...และ...หลายครั้ง

เช้าวันนี้...
วันนี้เรามาเจอกันอีกแล้ว
เธอนั่งตรงหน้าฉันพร้อมถ้วยกาแฟ
ยกมีอเปิดเปลือกตาฉันอย่างเร่งรีบ
เราได้เจอกันอีกแล้ว

เธอมองฉันผ่านแว่นตาใสกรอบสีดำ
ฉันงุนงงเล็กน้อยในความเปลี่ยนแปลง
แต่ก็หายสงสัย...เมื่อเธอหันไปพูดกับเพื่อนข้างๆว่า
"สายตาเริ่มยาวเพราะจ้องจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป..!"

อืม...ฉันเข้าใจเธอแล้ว
เพราะดวงตาของฉัน
บางครั้ง...
มันสว่างจ้าเกินไปจริงๆ

สหาย พันจอก
3 มิ.ย.54


♥ ตามหาชั่วชีวิต เรื่องโดยผู้หญิงเพื่อผู้หญิงของ”เสาวรี”


View this document on Scribd

“มุมมองแต่ละเรื่องของ “เสาวรี” นั้นค่อนไปทาง Feminist เล่า เรื่องราวของเพศหญิงที่ถูกกระทำโดยฝ่ายชายและตัวละครชายแทบทุกตัวมักจะไม่สมประกอบไม่ทางกายก็ทางจิตใจ ผู้เขียนคงอยากจะสะท้อนความจริงด้านมืดของอัตลักษณ์ทางเพศเท่านั้น ในสายตาของผม “ตามหาชั่วชีวิต” จึงเป็นงานเขียนของผู้หญิงเพื่อผู้หญิง…” (บทวิจารณ์ของ อั๋นน้อย)

คลิกอ่านบทวิจารณ์ ตามหาชั่วชีวิต แบบเต็มรูปแบบที่นี่


รวมเรื่องสั้นชุดใหม่ล่าสุด “เราตกอยู่ในสมรภูมิรบอีกครั้ง”

View this document on Scribd

♥ ความรักจากเมืองญวน


ขอขอบคุณเจ้าของภาพจากอินเตอร์เน็ต แม้ไม่เกี่ยวกับเรื่องก็ตาม

ผมตัดสินใจหยิบหนังสือรวมเรื่องสั้นชื่อ “ทะเล” ติดมือมาด้วยหลังจากเดินท่องตลาดในวันพักผ่อนวันนั้น  แม้มันจะเป็นหนังสือเก่าปกและกระดาษเนื้อในเหลืองจนกรอบ  แต่เสน่ห์ของมันอยู่ที่ชื่อเรื่องคำว่าทะเล ซึ่งผมชื่นชอบเป็นหนักหนาหนังสือพิมพ์เมื่อปี 2521 ระบุชื่อผู้เขียนว่า มงคล วัชรางค์กุล  ผมไม่ค่อยคุ้นชื่อเท่าไหร่นัก  แต่มีความมั่นใจหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นอีกเล่มที่ผมสามารถอ่านได้จนจบเล่ม

ผู้เขียนเรียนจบธรรมศาสตร์ แต่มีอาชีพเป็นไต๋ก๋งเรือตังเก  เท่าที่ผมเคยเห็นบุคคลประเภทนี้เขียนหนังสือได้ดี  เพราะพื้นฐานการศึกษาดีและที่สำคัญประสบการณ์ชีวิตโชกโชน  เขาสามารถหยิบเรื่องราวและประเด็นต่างๆ เอามาเรียงร้อยผ่านอักษรได้อย่างสนุกสนาน

และเจ้าของหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวังแต่อย่างใด  เรื่อง “ฟ้าเปลี่ยนสีที่ซองด๊อท”อ่านแล้วทำให้ผมน้ำตาซึม

เป็นเรื่องของผู้เขียนซึ่งเป็นไต๋ก๋งเรือ  นำเรือลุยล่องหาปลาในเขตน่านน้ำของเวียตนามและโดนเวียตนามจับ

สมัยนั้นเวียตนามยังแบ่งเป็นใต้และเหนือ  ผู้เขียนถูกจับที่เวียตนามใต้ ไปอยู่ในค่ายกักกันชื่อว่าซองด๊อท  โดยจะต้องเข้าไปทำงานเปรียบเสมือนเชลยศึกคนหนึ่ง  แม้นายจ้างจากเมืองไทยจะพยายามยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แต่ก็เต็มไปด้วยความยากลำบากเต็มที  เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ทีนั่นเนิ่นนาน  นานพอที่จะทำให้ได้รู้จักกับสาวพื้นเมืองเวียตนามใต้ที่มีอุดมการณ์  และเกิดเป็นความรัก   ความรักมีอานุภาพเพียงพอที่จะดึงชีวิตของเขาให้อยู่ที่นั่นได้ตลอดกาล  ทว่าเขาเป็นคนไทย ก็ต้องกลับเมืองไทย

ทหารเวียตนามใต้เรียกค่าไถ่จากนายจ้างเมืองไทยในอัตราที่สูงลิบจนสู้ไม่ไหว  ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจหนีโดยความช่วยเหลือของผู้เป็นลุงของสาวคนรัก  รวมทั้งทหารเวียตนามส่วนหนึ่งที่ได้รับสินจ้างจากนายจ้างฝั่งไทยของเขา

ผู้เขียนบอกว่าแม้จะมีการไล่ตามไล่ล่าผู้หลบหนี  ทว่าเป็นเสมือนการจัดฉากเท่านั้น  ทำให้เขาสามารถหลบหนีกลับเมืองไทยได้และกลับมาเขียนหนังสือเล่มนี้…  โดยยังมีจดหมายติดต่อกับสาวเวียดนามที่ชื่อว่าติม อยู่โดยตลอด  ทั้งคู่วาดหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างคนรักทั่วไป

แต่หลังจากนั้นประมาณหนึ่งอาทิตย์ก็เกิดการกวาดล้าง  หมู่บ้านที่เขาเคยอยู่ก็กระจัดกระเจิงด้วยพิษสงคราม   ผู้เป็นลุงของสาวคนรักที่เคยช่วยเขาหลบหนีกลับเมืองไทยก็โดนกระสุนปืนซึ่งไม่ทราบมาจากฝ่ายใดเสียชีวิต  เธอถูกต้อนเป็นเชลยไปอยู่อีกเมืองที่ต้องเดินเท้าไปห้าวันห้าคืน

ที่สำคัญเนื้อความตอนหนึ่งในจดหมายที่ ติม เขียนถึงเขาระบุว่า  ขณะนี้เธอกำลังเป็นแม่คนแม้จะเสียดายที่ลูกไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าพ่อ  แต่ไม่เป็นไรเพราะเธอสามารถบรรยายบุคคลิครูปร่างหน้าตาให้ลูกรู้จักพ่อได้…ให้รู้จักเรื่องราวชีวิตของชาวเรือผู้ไม่เคยย่อท้อต่อความยากลำบาก  รักอิสระและสันติ  ในจดหมายผู้เขียนบรรยายไว้อย่างนั้น…

ท้ายจดหมายสาวเวียตนามที่ชื่อติมยังระบุไว้อีกว่า  ขณะนี้เธอมาปฎิบัติการพิเศษอยู่ที่เมืองแว้  ตามคำสั่งของขบวนการปลดแอกเวียตนามใต้  และเธอบอกับเขาว่าโอกาสต้องเป็นของเธอบ้าง….โอกาสต้องเป็นของคนเวียตนามส่วนหนึ่งที่มีความคิดแบบเดียวกับเธอ

แต่…หนุ่มนักเขียนไต๋ก๋งเรืองชาวไทยผู้ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากและรักในสันติอย่างผู้เขียนเรื่องนี้  ก็ไม่สามารถจะมาพบหน้า ติมและลูกได้อีกเลยจนชั่วชีวิต  เพราะในวันตรุษญวนเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2518 ได้เกิดการกวาดล้างผู้ต่อต้านรัฐบาลเวียตนามเหนือครั้งใหญ่ ติม สาวคนรักพร้อมลูกในท้องของผู้เขียนได้หายไปกับเหตุการณ์นั้น  เธอหายไปพร้อมกับผู้คนเวียตนามจำนวนหนึ่งที่ใฝ่หาความรัก สันติ และเสรีภาพ  หายไปเพราะคำว่า ลัทธิ และอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน…

ผู้เขียนปิดท้ายเรื่องว่า ติม คนรักของเขาเป็นบำเหน็จแห่งสงคราม สงครามที่ฝันและใฝ่หาอิสระและเสรีภาพ  แต่ทว่าอุดมการณ์แตกต่างกัน  และเขาจะต้องใช้เวลาชั่วชีวิตสำหรับการลืมเรื่องราวเหล่านี้…

ผมอ่านเรื่องนี้จบลงแบบน้ำตาซึม  เชื่อว่าสัดส่วนของเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องจริงอยู่บ้าง  พอสมควรหรืออาจเป็นเรื่องจริงทั้งหมดก็ได้  แม้นจะไม่เป็นที่รู้จักเหมือนเรื่องข้างหลังภาพ ของศรีบูรพา หรือคู่กรรม ของทมยันตี  แต่ “ฟ้าเปลี่ยนสีที่ซองด็อท” ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมชอบมาก อ่านแล้วเศร้าและประทับใจอย่างบอกไม่ถูก  มันเป็นเรื่องสั้นบอกเล่าเรื่องราวไว้ไม่กี่หน้า  แต่มันก็เป็นเรื่องของความรัก สันติ เสรีภาพ ชนิดที่เรียกว่า ต้องสู้และห้ำหั่นกับมัน “ทั้งชีวิต” .

♥ แข่งหนังตะลุง


หากใครที่ผ่านการเรียน ชั้น ม.ศ.3 หลังปี 2520 เป็นต้นมาคงจะปฎิเสรธไม่ได้ว่า ไม่รู้จักเรื่องสั้นเรื่อง “แข่งหนังตะลุง”โดยภิญโญ ศรีจำลอง เพราะว่าเป็นเรื่องสั้นที่ถูกบรรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนภาษาไทยในสมัยนั้น…และตัวละครอย่าง พริ้ง พระอภัย ละครตัวเอกของเรื่องก็ถูกภิญโญ ศรีจำลอง จับวิญญาณของนายหนังตะลุงบรรจุไว้ในชีวิตไว้อย่างเต็มเปี่ยมทุกอณูเส้นเลือดก็ว่าได้….

นั่น…เป็นเรื่องแต่งที่จำลองเอาเหตุการณ์จริงๆ เข้าไปใส่ในตัวละครสมมุติ ทว่าใกล้เคียงและสมจริงสมจังที่สุดเท่าที่มีการแต่งเรื่องเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมทางใต้มา….และหลังจากท่านอาจารย์ภิญโญ ศรีจำลองได้เสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังไม่มีใครเขียนเรื่องแนวนี้ออกมาอีกเลย…

นครศรีธรรมราช เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นสนามประชันหนังตะลุงได้อย่างเอกอุที่สุด…อาจจะเป็น เพราะสนามหน้าเมืองอันกว้างขวางใหญ่โต รองรับผู้คนได้มากมาย หรือว่าเป็นเพราะโปรโมเตอร์ผู้ชำนาญการอย่าง นายถวิล บุญช่วย นายพ่วง ช่วยคงทอง หรือ “ลุงเริญ” นายเจริญ คลิ้งทอง (นามสกุลจริง คือ เกลี้ยงทอง) หรือเปล่า ที่นายหนังแต่ละคณะให้ความเชื่อมั่น เข้าร่วมแข่งขันกันอย่างล้นหลาม นอกเหนือจากค่าราษฎร์โรง(เงินค่าแสดง)แล้ว รางวัลโล่ห์มงกุฎทองคำฝังเพชร ถือว่าเป็นประกาศนียบัตรชิ้นสำคัญ ที่จะทำให้นายหนังคณะนั้นๆ ก้าวขึ้นชั้นเป็นคณะหนังตะลุงมืออาชีพที่มีค่าตัวแพงลิบลิ่ว…ซึ่งจะกลาย เป็นโลโก้สำคัญเขียนติดไว้หน้าโรงตลอดอายุการเป็นนายหนังตะลุงคณะนั้นๆ…

ผมยังเด็กเรียนป.ขี้ไก่ แต่ยังจำได้เลือนลาง การแข่งหนังตะลุงนัดสำคัญในชีวิต เป็นการแข่งขันระหว่าง หนังปฐม ศิษย์ปล้องอ้ายลูกหมี กับหนังครูวิรัตน์ สี่หิ้ง ผอ.โรงวัดท่าม่วง ผู้จัดหรือโปรโมเตอร์ครั้งนี้คือ ลุงเริญ หรือ เจริญ คลิ้งทอง นั่นเอง

หนังปฐม ศิษย์ปล้องอ้ายลูกหมี หรือคนเมืองคอนรู้จักกันในนาม หนังถม เป็นนายหนังดาวรุ่ง ทีมีลีลาการแสดงคล้ายคลึงกับราชาหนังตะลุงอย่าง หนังพร้อมน้อย ตะลุงสากลมากที่สุด กล่าวคือ มีการร้องเพลงคล้ายกับการแสดงคอนเสิร์ต หรือแม้แต่มุกตลกต่างๆ ก็ชวนทะลึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจคอหนังตะลุงอยู่ไม่น้อย

ส่วนหนังครูวิรัตน์ สี่หิ้ง มีอาชีพเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งผอ.รร.วัดท่าม่วง ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีฯ ท่านก้าวมาเป็นนายหนังเพราะถูกครอบครูมาจากบิดา (ทางใต้เรียก “รับเหมรย”) ซึ่งบวชเป็นเจ้าอาวาสอยู่ทีวัดใหญ่รัตนโพธิ์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีฯ ท่านมีความสามารถรอบตัวจึงได้ฉายาสี่หิ้ง คือแต่ละหิ้งหมายถึง หนังตะลุง ,มโนราห์ ,เพลงบอก และอีกหิ้ง คือเป็นครูนั่นเอง….

ก่อนประชันขันแข่งกันในงานประจำปีของเมืองคอน ลุงเริญนำเทปของหนังตะลุงหลายคณะมาเปิดผ่านรายการวิทยุ แล้วให้แฟนรายการทำการโหวต ตัดคณะที่มีคะแนนน้อยออกไปเดือนละ 1 คณะจนกระทั่งเหลือ2 คณะอย่างที่ว่า….ส่วนวิธีการโหวตจะใช้วิธีไหน ต้องรออ่านตอนหน้าครับ.(รับรองว่าไม่ใช่ส่ง เอส เอ็ม เอส อย่างแน่นอน).

——————————————————————————————

หลังหมดยุคของนายพ่วง ช่วยคงทอง โปรโมเตอร์มือหนึ่งแห่งการจัดการแข่งหนังตะลุงเมืองคอน ลุงเริญ หรือเจริญ คลิ้งทอง ก็ผงาดมาแทนที่ทันที

ตอนนั้น ลุงเริญ ก็เป็นนักจัดรายการวิทยุอยู่แล้ว เมื่อนายพ่วงมีอันต้องวางมือเพราะเหตุผลทางด้านกฎหมาย ลุงเริญก็เข้ามาสวมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

รายการวิทยุของลุงเริญ ก็คล้ายคลึงกับรายการของนายถวิล บุญช่วย และนายพ่วง ช่วยคงทอง คือการนำหนังตลุง มโนราห์มาเปิด สลับกับการโฆษณาสินค้าและข่าวบริการท้องถิ่นทั่วไป ประเภทงานบวช งานศพ และแม้แต่งานแต่งงาน…เพราะต้องเข้าใจว่าสมัยก่อนการคมนาคมก็ไม่ค่อยสะดวก โทรศัพท์ถึงมีแต่ก็ใช่ว่าจะแพร่หลายเหมือนสมัยนี้ เพราะฉะนั้นวิทยุทรานซิสเตอร์ระบบเอ เอ็ม จึงเป็นสื่อชนิดเดียวที่เข้าถึงกลุ่มชาวบ้านไปทุกหัวระแหง ไม่ว่าจะเป็นในตลาดหรือกลางทุ่งนาก็ตาม

ผมไม่แน่ใจว่าการส่งข่าวไปประกาศจะต้องเสียงเงินเสียทองให้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คืออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าภาพมากมายนัก เพราะเมื่อมีงานก็เพียงเขียนข้อความนั่งรถไปหาลุงเริญที่สถานีวิทยุ ข่าวก็ได้ออกอากาศ และถ้าหากต้องเดินทางไปบอกญาติมิตรด้วยตัวเองก็คงต้องใช้เวลามาก และอาจมีค่าใช้จ่ายที่มากโขด้วยเหตุนี้รายการของลุงเริญ จึงกลายเป็นรายการท็อปฮิตติดชาร์จในเวลาอันรวดเร็ว

เมื่อรายการได้รับความนิยมโฆษณาก็มีมาอย่างคึกคัก บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ส่งยาสีฟันไวท์ไลอ้อน สัญญลักษณ์ ตราสิงโตมาเป็นสปอนเซอร์ให้ลุงเริญ…

สมัยนั้นยาสีฟันที่ครองใจชาวบ้านร้านตลาดมาอย่างยาวนานก็คือยาสีฟันวิเศษนิยม มันเป็นยาสีฟันผงสมุนไพรในซองสีเหลือง รสชาติหอมซ่าเย็นช่องปากเวลาแปรงฟัน เมื่อลุงเริญเอายาสีฟันไวท์ไลท์ออนมาโปรโมททางรายการก็กลายเป็นสินค้าที่ชาวบ้านทุกหัวระแหงต้องหันมาลองใช้ดู และปรากฎว่าเป็นสินค้าฮิตติดตลาดอย่างรวดเร็ว ทุกบ้านหันมาใช้ยาสีฟันชนิดหลอดที่ชื่อไวท์ไลอ้อนกันเป็นทิวแถว และยาสีฟันชนิดผงอย่างวิเศษนิยมก็ค่อยๆ จางหายไปจากแผงสินค้าในเวลาไม่นานนัก

ลุงเริญนำเทปหนังตะลุงที่เข้าแข่งขันมาเปิดวนกันไป แล้วให้แฟนวิทยุส่งกล่องเปล่ายาสีฟันไวท์ไลออนส์ มาโหวตหนังตะลุงที่ตัวเองชื่นชอบ ในรอบหนึ่งเดือนพิจารณาแล้ว คณะไหนได้คะแนนน้อยกว่าก็เป็นอันตกรอบ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือเพียงสองคณะที่จะเข้าแข่งขันในสนามจริงในงานเดือนสิบ ณ สนามหน้าเมือง นครศรีธรรมราช

ปีนั้นหนังตะลุงคณะที่เหลือลงสนามจริงคือ หนังปฐม ศิษย์ปล้องอ้ายลูกหมี กับ หนังครูวิรัตน์ สี่หิ้ง

พ่อดูจะกระตือรือร้นเรื่องแข่งหนังตะลุงนัดนี้เป็นพิเศษ เพราะหนังครูวิรัตน์ สี่หิ้งเป็นน้องชายร่วมสายโลหิต และมีศักดิ์เป็นอาของผม แม้ผมจะเป็นเด็กไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก แต่ไม่วายที่จะตื่นเต้นไปกับพ่อด้วย

พ่อออกจากบ้านไปก่อนหน้าหนังตะลุงแข่งหนึ่งวัน นัยว่าจะไปจัดการเรื่องคนดูให้หนังครูวิรัตน์ด้วย เพราะแม้จะเป็นการแข่งขันแต่ก็ต้องมีการจัดตั้งกลุ่มคนดูกันบ้าง พ่อเป็นคนจัดหารถราเพื่อคอยรับส่งคนแถวหมู่บ้านไปดูการแข่งขันหนังตะลุงนัดนี้กันแบบฟรีๆ ให้ฟรีกันทั้งค่ารถและค่าบัตรผ่านประตู

พ่อหายสองวันกับหนึ่งคืน กลับมาในตอนสายของวันที่หนังตะลุงแข่งขันเสร็จแล้วในสภาพหน้าตาที่อิดโรยเต็มที ผมกับแม่ยืนจ้องหน้าพ่อเพื่อขอคำตอบแบบไม่อยากถาม

“แพ้” พ่อว่า คำเดียวสั้นๆ แต่มีความหมายชัดเจน แพ้ก็คือไม่ชนะ
“คนดูเหมือนจะพอๆ กัน แต่กรรมการเขาเห็นว่าทางโน้นจะเป็นนายหนังอาชีพมากกว่ามั้ง”พ่อพูดลอยๆ ไม่สนใจว่าจะมีใครสนใจฟังหรือไม่  แต่หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา หนังปฐม ศิษย์ปล้องอ้ายลูกหมี ก็กลายเป็นหนังตะลุงคณะเอกของเมืองคอนซึ่งคอหนังตะลุงทั้งหลายใฝ่ฝันอยากดูการแสดงเป็นยิ่งนัก ขณะเดียวกันลุงเริญก็ยังจัดรายการวิทยุของแกไป และการแข่งหนังตะลุงก็ยังคงจัดเรื่อยๆ เป็นประจำเกือบทุกปี มีใครแข่งขันกันบ้างสุดยากที่ผมจะจดจำได้ เพราะหลังจากวันนั้นผมก็ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวคราวเรื่องการแข่งหนังตะลุงอีก

หนังครูวิรัตน์ สี่หิ้ง ยังคงเล่นหนังตะลุงต่อไปอีกระยะหนึ่งก่อนจะเกษียณจากราชการและไปบวชจำพรรษาอยู่ที่วัดใหญ่รัตนโพธิ์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เนื่องจากสุขภาพไม่ค่อยอำนวยในวัยชรา จึงลาสิกขาบท ไปพักอาศัยอยู่กับลูกชายคนรองที่อำเภอพรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช.

 

♥ ชาตรี ศรีชล



“ชาตรี ตายแล้วโว้ย ไม่ไปทำข่าวล่ะ” มีเสียงตะโกนโหวกเหวกอยู่หน้าโรงพิมพ์ในเช้าวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังง่วนอยู่ กับการเรียบเรียงข่าว ชะโงกหน้าออกไปดูเห็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างวิ่งเข้ามาจอด

นึกว่าใคร…คนส่งหนังสือพิมพ์ประจำโรงพิมพ์เรานั่นเอง…”ชาตรี ตายแล้วจริงๆ”เขาย้ำคำพูดเดิมอีกทีเหมือนกลัวผมจะไม่เชื่อ

“เหรอ….ที่ไหนล่ะ”ผมถาม

“ก็ชาตรีพักอยู่โรงแรมแสงทองนะ คุณลองไปดูที่นั่นสิ”เขาบอก

ช่วง นั้นประมาณปี 2532-2534 (ไม่แน่ใจ) ผมทำงานอยู่กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งในชลบุรี ทำทุกอย่างตั้งแต่จัดหน้า เรียบเรียงข่าว คัดเลือกข่าว หาโฆษณาหรือแม้แต่เป็นนักข่าวเสียเอง และกับชาตรี ศรีชล ผมพอจะได้สัมผัสอยู่บ้าง เพราะเขาใช้ชีวิตในช่วงนั้นเป็นนักร้องตามสวนอาหารอยู่ในตัวเมือง

เรือนอาหารสายชล ของบุปผา สายชล(ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) สวนอาหารแฟนแอนด์จิ๊บหน้าร.พ.ชลบุรี(คุณสมานเจ้าของร้านก็เสียชีวิตแล้วเช่น กัน) เป็นสถานที่ที่จะเจอะเจอกับ ชาตรี ศรีชล บ่อยที่สุด

แน่นอน….พอทราบเรื่องนี้เลือดนักข่าวในกายก็ฉีดพล่านขึ้นมาทันที ผมคว้ากระเป๋ากล้องคู่ใจคร่อมมอเตอร์ไซค์คันเก่ง ห้อไปให้ถึงแหล่งข่าวโดยเร็ว

ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีผมไปถึงโรงแรมแสงทอง เจอกับพนักงานโรงแรม

“หนูเห็นอาการเขาไม่ดีค่ะ เลยเรียกสามล้อให้ไปส่งโรงพยาบาล”เจ้าหล่อนจีบปากจีบคอชี้แจง ผมรีบเดินออกจะไปที่โรงพยาบาล แต่เธอก็เรียกไว้

“แต่หนูได้ยินคุณชาตรีเขาบอกให้สามล้อคันนั้นไปส่งที่เรือนจำนะพี่”

ผมพอจะนึกออกเลือนลาง ชาตรี ศรีชล เคยติดคุกอยู่ที่นั่นช่วงหนึ่ง คงจะมีอะไรผูกพันอยู่ที่นั่นบ้างกระมัง และตามข้อมูลที่ได้เพิ่มเติมมา ชาตรี ศรีชล ไม่ไปร.พ.แต่อยากมาหาเพื่อนที่นั่น เพื่อนคนนี้เป็นผู้คุมอยู่เรือนจำกลางชลบุรี ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพื่อนกันตอนติดคุกหรือเป็นเพื่อนกันมาก่อนหน้านั้น แล้ว เพราะเมื่อไปถึงผมไม่เจอกับผู้คุมคนที่ว่า แต่เจอกับภรรยาของผู้คุมแทน เธอแนะนำตัวเองว่าชื่อ “ปราณี”

ผมยกมือสวัสดีและพูดคุยกัน…

……..ซมซาน…ทรมาน…มานานหลายปี ขาดคนเมตตาปราณี ขาดน้องพี่มานานแสนนาน…..พี่ถูกตัดรัก ตัดรักจนเซ่อซมซาน ไกลพี่ไกลจากบ้าน สงสารฉันบ้างเถอะสาว…..

นั่นเป็นเนื้อเพลงท่อนหนึ่งของบทเพลงที่ชื่อ “ซมซาน” ชาตรี ศรีชลแต่งเอง ร้องเอง พี่ปราณีบอกว่าเป็นบทเพลงที่ชาตรีแต่งให้เป็นที่ระลึก

พี่ปราณีหยิบถุงกร๊อบแกร๊บมาให้ผมดู บอกว่าเป็นของชาตรี ศรีชลที่ติดมาด้วยกับรถสามล้อ ในนั้นมีแปรงสีฟัน ยาสีฟัน รองเท้า 2 คู่ ผมไม่อยากจะแน่ใจว่านั่นคือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ติดตัว ชาตรี ศรีชล ราชาลูกทุ่งผู้โด่งดังในอดีต แต่ผมก็เห็นกับตาว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ….

พี่ปราณีให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ชาตรี ศรีชล น่าจะเสียชีวิตระหว่างทาง เพราะเมื่อมาถึงเรือนจำก็ตัวแข็งหมดแล้ว สามีของเธอจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์วินิจฉัย

ผมตามไปที่โรงพยาบาลอีกรอบ เจ้าหน้าที่บอกว่าญาติมารับศพกลับบ้านไปแล้ว

ผมกลับมาถึงโรงพิมพ์ด้วยอาการเศร้าซึม เพราะชาตรี ศรีชลเป็นนักร้องที่ผมชื่นชอบมาตั้งแต่เด็กๆ เริ่มตั้งแต่เพลง ทหารห่วงเมีย สมัครรักสมัครแฟน ธรณีชีวิต ช้ำรักจากเมืองชล และอีกหลายๆเพลงเลยทีเดียว (หลายปีต่อมาผมยังมีโอกาสพูดคุยกับ “พี่วิไล”อยู่ที่บ้านโขด ชลบุรี พูดถึงเพลง สาวผักไห่ “โอกาสหน้าพี่จะมาหาใหม่ ไม่ลืมคนชื่อวิไลบ้านผักไห่อยุธยา…..”อีกด้วย)

ผมบรรจุข่าวชาตรี ศรีชล เสียชีวิตลงบนกรอบเล็กๆในหน้าในของหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น แต่อีก 2-3 วันต่อมาหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หัวสีจากส่วนกลางเกือบทุกฉบับก็พาดหัวตัวเป้ง บนหน้าหนึ่ง

“งานศพชาตรี เงียบเหงา” ซึ่ง พิจารณาจากเนื้อข่าวแล้วก็ปรากฎว่ามีเฉพาะญาติสนิทและเพื่อนสนิทจริงๆแถวๆ บ้านเท่านั้นที่ไปร่วมงาน ผมคิดถึงสัจจธรรมของชีวิต สมัยรุ่งเรืองชาตรี ศรีชล คงจะมีเพื่อนพ้องบริวารมากมาย แต่เมื่อเดินทางมาถึงจุดตกต่ำก็คงไม่มีใครอยากเหลียวแล….

ไม่ว่าจะเพราะโชคชะตาฟ้าลิขิต หรือเพราะการกระทำของตัวเอง ชาตรี ศรีชล ก็ยังคงเป็นนักร้องนักแต่งเพลงที่เก่งกาจชนิดหาตัวจับยากคนหนึ่ง แต่กับเรื่องการใช้ชีวิตนั้น…..ผู้ที่ใกล้ชิดกับชาตรี ศรีชลจริงๆน่าจะให้ข้อมูลได้ดีกว่าผม.


ฟังเพลงใหม่ที่แต่งโดย ชาตรี ศรีชล(ไม่เคยบันทึกเสียงมาก่อน)
ร้องโดย ติ๊ก ไซโล
1.ชายชาติเสือ
2.กินข้าวแดง
3.จดหมายลอยลม
4.กลับมาอีกครั้ง

♥ เรื่องราวจากแดนใต้


     กลางเมษาปี 50 มีโอกาสไปร่วมงานคอนเสิร์ตที่ภาคใต้ 3 วัน คืนแรกที่ งานกาชาด อ.นาทวีจ.สงขลา คืน ที่สอง ร้านตั้งหลัก หาดใหญ่ และคืนที่ 3 ที่ร้านตะวันแดง จังหวัดตรัง
ผมอยู่ได้ 2 งานก็ขออนุญาตทีมงานเดินทางไปเยี่ยมพี่สาวและแม่ที่ ยะลา หลายคนมองด้วยความเป็นห่วงเพราะตอนนั้นเหตุการณ์ ใน 3 จังหวัดภาคใต้ยังกรุ่นระอุแต่ผมบอกว่าไม่เป็นไร เพราะที่นั่นผมเคยอยู่มาหลายปีดีดัก คุ้นเคยเหมือนบ้านตัวเอง…

     นั่งรถตู้ประมาณชั่วโมงเศษก็เข้าเขตปัตตานี และอีกไม่กี่นาที่ก็เข้าสู่เมืองยะลา มองไปสองข้างทางร่องรอยแห่งความไม่สงบก็เริ่มปรากฏให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งจุดตรวจรถของทหารหาญ การปิดถนนบางสาย หรือแม้แต่การระแวดระวังของเจ้าหน้าที่บริเวณประตูวัดหลายแห่ง และในหลายๆวัดสองข้างทางก็เต็มไปด้วยกองกำลังของทหารและเต็นท์พักเพื่อประจำ การ…

     อีกประมาณ 40 ก.ม.จะถึงตัวเมืองยะลาผมงัดโทรศัพท์ออกมาจะโทร.บอกพี่สาวให้เตรียมตัวออกมา รับที่ท่ารถตู้ แต่ปรากฏว่าไม่มีสัญญาณโทรศัพท์แม้แต่จึ๋งเดียว   คิดในใจว่า เอ…สงสัยเมืองนี้ไม่มีโทรศัพท์ระบบแบบที่ผมใช้อยู่กระมัง….ไม่เป็นไร.. เดี๋ยวนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปเองก็ได้…และพอเจอหน้าพี่สาวผมก็เล่า เรื่องนี้ให้ฟัง…!!!

    พี่สาวบอกว่าโทรศัพท์ผมโดนตัดสัญญาณ!!! ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโทรศัพท์นอกเขตที่ยังไม่ลงทะเบียนในสาม จังหวัดชายแดนภาคใต้…!!พี่สาวรีบพาผมไปลงทะเบียน เพราะไม่อย่างนั้นเลขหมายของผมจะใช้ไม่ได้อีกตลอดไป แม้จะออกมาจากเขตสามจังหวัดนี้แล้วก็ตาม

     ผมรู้สึกเห็นใจพี่สาวและผู้คนในเขตนี้มากมายเหลือเกิน เพราะต้องใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างระแวดระวังตลอด 24 ชั่วโมง ร้านค้าและตลาดก็ค่อนข้างเงียบเหงา บางแห่งเกือบจะเป็นตลาดร้างทั้งที่เมื่อก่อนมีพ่อค้า-แม่ค้ามากมาย และผู้คนก็มาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก

     แวะเข้าร้านกาแฟจะสั่งกาแฟซักแก้ว แต่เจ้าของร้านกำลังแพ็คของเก็บ บอกว่าจะย้ายไปอยู่ระยองในวันพรุ่งนี้แล้ว และไม่มีกาแฟขายให้ผม

พี่สาวพาผมไปดูจุดเกิดเหตุหลายจุด หลายแห่งถูกซ่อมแซมให้เป็นปกติ แต่หลายแห่งก็ยังคงเหลือร่องรอยแห่งความสูญเสียเอาไว้ และทุกครั้งที่ได้เห็นภาพจริง จินตนาการแห่งหยดเลือดและหยาดน้ำตาก็ทะลักไหลเข้าสู่โสตประสาทของผมอย่างไม่ หยุดหย่อน…

     แต่เรื่องราวและเหตุการณ์จริงก็มีให้เห็น….

     วันที่ 2 ของการเดินทางไปถึง เกิดเหตุระเบิดที่ตลาดเช้าแห่งหนึ่ง เป็นตลาดที่คนพุทธนิยมไปซื้ออาหารสำเร็จรูปมาใส่บาตร มีผู้บาดเจ็บ 9 คนหนึ่งในนั้นมีตำรวจหญิงรวมอยู่ด้วย ผมกับพี่สาวขับรถออกจากบริเวณนั้นก่อนหน้าประมาณ 10 นาที ….!

     วันเดินทางกลับเกิดเหตุฆ่ายกคันรถตู้บนเส้นทางสาย บันนังสตาร์-ยะลา ทุกคนโดนยิงที่ศีรษะ มีผู้รอดชีวิตรายเดียวคือคนขับรถที่เป็นมุสลิมและสวดมนต์ตามคัมภีร์กุหร่า ได้

     ไม่ว่าอีกกี่สถานที่หรืออีกกี่ชีวิตของเพื่อร่วมเขตแดนแผ่นดินจะต้องสูญเสีย หรือแดดิ้นลงไปตรงนี้ พี่สาวของผมบอกว่าแกไม่ย้ายหนีไปไหน…ทั้งที่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะถึงรอบ ของตัวเองบ้างวันไหน…แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะสงบลงวันใด

     ผมกลับมาชลบุรีหลายเดือนแล้ว แต่ก็คิดถึงและเป็นห่วงพี่สาวและเพื่อนพ้องที่อยู่ในเขตนั้น ก่อนเริ่ม เขียนบันทึกฉบับนี้…สายลมวูบหนึ่งกระชากผ่านกิ่งมะม่วงหน้าบ้าน ใบแก่สีเหลืองเข้มถลาร่อนลงซบพื้นสอง-สามใบ ไม่มีใครทราบ….สายลมนั้นพัดมาจากไหน และจะไปหมดฤทธิ์หมดแรง ณ จุดๆใด คำถามที่ว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะสงบลงเมื่อไหร่นั้น คำตอบก็น่าจะเฉกเช่นเดียวกันกับสายลมนี้กระมัง…

      อย่างไรก็ตาม…ผมได้แต่ภาวนา ขอให้สันติสุขที่ยั่งยืนจงเกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้โดยเร็ววัน…

http://www.youtube.com/v/LRXDjxspiss?fs=1&hl=en_US

• เพลงไฟใต้
คำร้อง/ทำนอง/ขับร้อง สุริยา สุพรรณคง

• แผ่นดินลุกร้อนเป็นไฟ วอดวายทำลายทำลายชีวิต
ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด เปลี่ยนชีวิตคนเหมือนผักปลา
เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ไม่หยุดทำลายล้างกัน
ความคิดที่ไม่ตรงกัน ฆ่าฟันรายวันเลื่อนลอย

• จิตใจโดนใครครอบงำ ความคิดโดนใครครอบครอง
คิดแบ่งดินเป็นสอง ครอบครองแบบไร้เหตุผล
คนดีต้องมาล้มตาย เขาทำอะไรให้คุณ
หยุดเถิดสงครามทารุณ วุ่นวายไปทั้งแผ่นดิน

• รัฐบาลใช้ความสันติ แต่ยังไม่ยอมจบสิ้น
ตัวการยังคงโบยบิน จุดชนวนป่วนให้วุ่นวาย
ใช้เด็กมาเป็นเครื่องมือ เดินถือระเบิดไปวาง
ตัวเองหดหัวหดหาง ขี้ขลาดไม่มีศีลธรรม

• ครอบงำให้คนหลงเชื่อ ร่วมมือกันไปก่อกรรม
อ้างศาสนาบดบัง กระทำกันตามชอบใจ
แผ่นดินจากเหนือใต้สุด บรรพบุรุษสร้างไว้
จงอย่าคิดแยกแบ่งไป กบฏต้องชดใช้กรรม
(หยุดเถิดสงครามทารุณ วุ่นวายไปทั้งแผ่นดิน)

(ผมเขียนบันทึกนี้ครั้งแรกลงใน บล็อค โก ทู โนว์ เมื่อปี 2550)

http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fyuthmusic.blogspot.com%2F&layout=standard&show_faces=true&width=450&action=like&colorscheme=light&height=80

♥ เสียงเพลง…จากทุ่งหญ้า


จากท้ายตลาดตรงไปจนสุดซอย เลี้ยวขวาไปอีก 3 ช่วงเสาไฟฟ้าภาพที่เห็นเบื้องหน้ามันช่างแตกต่างจากเบื้องหลังอย่างสิ้นเชิง

ข้างหลังคือตึกรามบ้านช่องอันเกะกะนัยน์ตา แต่ข้างหน้าคือทุ่งหญ้าสีเขียวราบโล่งมองไกลลิบลับสุดลูกหูลูกตา

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าที่ดินตรงนี้เป็นของใคร รู้แต่เพียงว่าเป็นเนินทุ่งหญ้าสีเขียวขนาดใหญ่พื้นที่หลายไร่ตรงนี้ เป็นสถานที่พักผ่อนของชาวบ้านร้านตลาดในย่านนี้ แม่จูงลูกมาเดินเล่นบ้าง บางครอบครัวหุงหาอาหารมานั่งทานกันที่นี่ หนุ่มสาวบางคู่ก็แอบมาพลอดรักกันแถวพุ่มไม้ รวมทั้งผมในวัยหนุ่มเพิ่งเริ่มแตกพาน และเพิ่งรู้จักมองว่าผู้หญิงมีอะไรที่น่าสนใจ ก็ชักชวนเพื่อนร่วมก๊วน 2 – 3 คนมานั่งเล่นกีตาร์ร้องเพลงกันอยู่ตรงที่แห่งนี้ด้วยเหมือนกัน….

แน่นอน…ปากร้องไป แต่หางตาก็อดชำเลืองมองสาวๆที่ผ่านไปผ่านมาไม่ได้….

“เพลงสบาย สบายโก๋ เชิญร้องโชว์ให้หญิงฟัง

ส่งสำเนียงให้เสียงดัง เชิญร้องฟังให้ชื่นทรวง…..”

นี่เป็นเพลงหากินของคณะเรา ขออภัย….ผมจำไม่ได้เสียแล้วว่าเพลงนี้เป็นของใคร…แต่ก็ชอบหยิบมาร้องกันเป็นประจำ(แก้ไข..เป็นของวงวาสุชา)

ยุคนั้นวงชาตรีเพิ่งออกงานชุดแรกๆ และดังมากๆ มีเพลงหนึ่งที่เป็นเพลงหากินด้วยเช่นกัน ชื่อเพลง รอรัก….

“โอ้ ความรักนั้นเป็นอย่างไร สุขเพียงไหนฉันใคร่อยากลอง

ยามเราสองได้แนบชิดกัน ความสัมพันธ์คงซ่านใจ…..”

วัยรุ่นที่เริ่มหัดเล่นกีตาร์ร้องเพลงเมื่อซัก 20 กว่าปีก่อน ไม่มีใครร้องเพลงนี้ไม่เป็น

พอแหกปากร้องและเล่นกันจนคนใกล้เคียงรำคาญเริ่มเหล่ ครานี้ก็หันมาเล่นสไตล์เบาๆบ้าง…

“ตักคุณน่าหนุนนอนตาย อวบๆละม้ายคล้ายหมอน

หากผมได้หนุนนอน จะลืมตาช้อนขึ้นสบตา….” ชื่อเพลงตักที่น่าหนุนนอนตาย ของ เศรษฐา ศิระฉายา

จำไม่ได้แล้วว่าหลังหมดยุคของ ดิ อิมพอสสิเบิ้ล เศรษฐา ศิระฉายาออกอัลบั้มเดี่ยวมากี่ชุด ขณะเดียวกัน ดอน สอนระเบียบ ก็เคียงขนาบมาติดๆในสไตล์เพลงสากลที่แปลงเนื้อเป็นภาษาไทย…

“ลำดวน ทองดี เขารักกัน…. เขาจะให้เธอสารพัน

ดอกไม้ ของขวัญ และสิ่งที่เหนืออื่นใด นั่นคือแหวนแต่งงาน……”

ชื่อเพลงลำดวน ทองดี ซึ่งแปลงมาจากเพลงสากล ลอร่าและแทมมี่ ของฝรั่งแทมมี่เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตขณะแข่งรถ ของดอน สอนระเบียบ ทองดีเสียชีวิต ในสนามแข่งควาย ปล่อยให้ลำดวนต้องโดดเดี่ยว…แหม ผมชื่นชมท่านผู้เขียนเนื้อเพลงนี้จริงๆ

แน่นอน…ที่นี่เป็นห้องซ้อมดนตรีของผม เพราะแม้จะเสียงดังไปบ้างแต่ก็ไม่หนวกหูใคร เพราะมันเป็นทุ่งหญ้า

ทุกเย็นผมกับเพื่อนๆจะมาร่วมแจมเพลงกันอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเพลงของวงชาตรี ทีมีนราธิป กาญจนวัฒน์ เป็นนักร้องนำ เพราะรู้สึกว่าในยุคนั้น ชาตรี จะมีอิทธิพลกับวัยรุ่นยุคผมมากมายเหลือเกิน แม้กระทั้งวงดนตรีที่เกิดใหม่อย่างอินทนิล (ภายหลังเปลี่ยนเป็นเรนโบว์) คุณต้อม เรนโบว์ ก็สารภาพออกมาตรงๆว่าวงอินทนิลก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวงชาตรีเช่นกัน

ตามติดมาอีกหลายวงในสไตล์เพลงป๊อบวัยรุ่นเช่นวงบรั่นดี (มีโอภาส ทศพร ร้องนำ) วงฟรุ๊ตตี้ มีคุณชมพู เป็นนักร้องนำ และคุณอ๊อดอีกหนึ่งอ๊อดคือ รณชัย ถมยาปริวัฒน์ แห่งวงคีรีบูน คนนี้มีน้ำเสียงที่ขยี้ใจวัยรุ่นไทยยุคนั้นเป็นอย่างมาก….

อีกวงคือ ดิ อินโนเซ้นท์ ที่มี พีรสันต์ จวบสมัย เป็นหัวหน้าวง ก็โด่งดังไม่แพ้ใครเช่นกัน และอีกหลายๆวงที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นเยอะมาก ทุกๆวงต่างแชร์เอาความโด่งดังและมีชื่อเสียงกันไปถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตามวงชาตรี ซึ่งถือว่าเป็นวงดนตรีวัยรุ่นต้นแบบ ก็ยังยืนหยัดอยู่อย่างทระนงโดยไม่มีใครมาล้มล้างไปได้…

ด้วยความชอบเล่นดนตรีผมกับเพื่อนร่วมก๊วนก็ได้เป็นนักดนตรีสมใจอยาก คือเป็นนักดนตรีของโรงเรียน และทุกเย็นถ้าว่างไม่ซ้อมเพลงที่โรงเรียน พวกเราก็ยังคงไปแหกปากเล่นกีตาร์กันอยู่ที่ทุ่งหญ้าท้ายตลาดเช่นเดิม….

และเหมือนเดิมมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นสาวๆ เดินผ่าน

“เพลง ซำบาย ซำบายโก๋ เชิญร้องโชว์ให้หญิงฟัง

เปล่งสำเนียงให้เสียงดัง เชิญร้องฟังให้ชื่นทรวง…..”

ส่วนใหญ่ถ้าไม่โดนเชิดใส่ ก็โดนคำชมแบบนี้

“ไปร้องให้บิดา-มารดาแกฟังไป๊…”

ความจริงพวกเธอว่าแรงกว่านี้ ซึ่งพวกเราไม่ค่อยยี่หระเท่าไหร่เพราะดูเหมือนแต่ละคนจะพอกหน้ามาด้วยปูนซิเมนต์กันอย่างถ้วนทั่ว

มีอยู่คนหนึ่งจูงเด็กราว 4 ขวบมาด้วย ไม่ด่า แต่มานั่งพับเพียบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ด้วยความตะลึงพรึงเพริด พวกผมหยุดเล่นหยุดร้องพร้อมเพรียงกันราวกับนัดหมายไว้ล่วงหน้า

“อ้าว หยุดทำไม จะฟัง”หญิงสาวผู้มาใหม่ว่าพร้อมกับยิ้ม คะเนดูแล้วอายุอานามน่าจะรุ่นๆดียวกับพวกผม

“เราเคยดูเธอเล่นดนตรีที่งานโรงเรียนเรา ร้องเพลงเพราะดี” เธอว่า ซึ่งผมก็ยังนึกไม่ออกว่าผมไปเล่นที่ไหน เพราะไปมาหลายงาน แต่หัวใจผมก็เต้นตูมตามขึ้นมาทันที ผมว่าเธอสวย น่ารัก ตาคมผิวเข้มแบบสาวชาวใต้ ที่สำคัญยิ้มมีเสน่ห์

“เธอไปเล่นที่โรงเรียนพาณิชย์…วันที่เค้าฉลองเรียนจบกันไง”

อ้อ..นึกออกแล้ว ฉลองเรียนจบระดับ ปวช.ปวส.ของโรงเรียนพาณิชย์เอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัด พวกผมไปเล่นดนตรีให้เมื่อ อาทิตย์ผ่านมานี่เอง

“เราชื่อติ๋ม เรียนอยู่ปวช.ปี 2 ชอบฟังเพลงร้องเพลงเหมือนกัน” เธอแนะนำตัว ส่วนผมได้แต่นั่งอึ้งตอบโต้ไม่ทัน มีแต่ไอ้โย่งที่ปากปีจอกว่าเพื่อน ร้องเพลงนี้ออกมา

“ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ม พี่รักติ๋มแทบบ้า

ติ๋มเปรียบเสมือนดวงใจ ติ๋มนั้นคล้ายดวงตา

สวรรค์ส่งมาประดับชีวี…” ชื่อเพลง รักติ๋มคนเดียว ของสายัณห์ สัญญา

“เพลงนี้ไม่เอา…” เธอโบกมือ “เล่นเพลง สายชลได้ไหม เดี๋ยวเราร้อง”

“สายชล..เล่นไม่เป็น”ผมตอบ

“อะไร เพลงออกดัง ไม่เคยได้ยินเหรอ”

“เคย แต่เล่นไม่เป็น”

“ไปหัดมา เราจะร้อง”

อะไรจะขนาดนั้นเนี่ย…ผมนึก ผู้หญิงอะไรช่างกล้าดีแท้ เธอบอกว่ามาอาศัยอยู่กับพี่สาวเพื่อมาเรียนหนังสือในเมือง และเด็กที่เธอพามาด้วยเป็นลูกของพี่ที่เธอช่วยดูแล

“เหม่อมองดูสายน้ำวน เหม่อมองสายชล ช่างไหลริน

เหม่อมองดูนก ผกผิน บินลับไป ยามเหงา เราถอนใจ

บินไป ไม่กลับคืน….”

นั่นคือเพลง สายชล ของจันทนีย์ อูนางกูล ที่ติ๋มอยากร้อง และในวันต่อๆมาเธอก็ได้ร้องสมใจ เพราะเธอเป็นหนึ่งในสมาชิกของเราทีมาเจอะเจอกันแทบทุกเย็น

เมื่อเรามีการซ้อมในวันหยุดผมก็ชวนเธอไปซ้อมเพลงด้วย อาจารย์ที่คุมวงบอกว่าเสียดายที่ไม่ได้เรียนที่เดียวกัน มิฉะนั้นจะได้เป็นนักร้องของโรงเรียน นั่นย่อมการันตีได้ว่า เธอร้องเพลงได้ดีจริงๆ

ที่ทุ่งหญ้ายามเย็นหากมีติ๋มมาด้วยวันนั้นดูเหมือนจะคึกคักแจ่มใส แต่ถ้าเธอไม่มาดูเหมือนฟ้าจะหม่นหมอง และไอ้โย่งอีกนั่นแหละที่จะต้องร้องเพลงนี้กรอกรูหูผม

“ติ๋มเปรียบเสมือนดวงใจ ติ๋มนั้นคล้ายดวงตา

สวรรค์ส่งมาประดับชีวี…..

พี่เคยรักต๋อย ต้อย ตุ้ม ตุ๋ย ต่าย ก็ลืมเขาได้เมื่อมารักติ๋ม……

เคยขื่นระทมขมในฤทัย หัวใจโดนทิ่ม….ได้ติ๋มเป็นยารักษาแผลใจ”

“ไอ้บ้า เดี๋ยวกูถีบ”ผมแกล้งโมโหเมื่อโดนเพื่อนแซว

“มึงอย่า…มึงอย่า”ไอ้โย่งชี้หน้าแล้วหัวเราะ “วันก่อนกูไม่ได้มา แต่กูแอบมาดูมึงโว้ย แหม…ทำเป็นนั่งใกล้ชิดติดกันแถมร้องเพลง รอรัก ให้น้องติ๋มฟังด้วย วันนี้ พอเค้าไม่มาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้…กูรู้โว้ย…”

โดนเข้าไม้นี้ผมรู้สึกหน้าชาขึ้นมาทันที รู้สึกอายไอ้โย่งที่มันจับความรู้สึกของผมได้…

แต่..ณ ทุ่งหญ้าแห่งนั้นก็มีเสียงเพลงของพวกเราล่องลอยอยู่นานนับปี….

—————————————————————————–

และ ปีนี้ผมมีโอกาสกลับไปที่ทุ่งหญ้าท้ายตลาอีกครั้ง วาดหวังถึงร่องรอยแห่งบทเพลงในอดีต…และไม่มีอะไรมากมายเกินไปกว่าได้เข้า ไปทบทวนเรื่องราวอันหวานใสของวัยเด็ก….

หลายปีมาแล้วทีเพื่อนร่วมก๊วนของผมต้องจากกันรวมทั้งติ๋มด้วย เราคบกันได้แค่ปีเศษๆ เธอก็จบปวช.และไปต่อปวส.ที่กรุงเทพฯ ส่วนผมจบม.ปลายก็ยังย่ำอยู่ที่วิทยาลัยต่างจังหวัด แรกๆก็เขียนจดหมายคุยกันดี เดือนละหลายฉบับ แต่นานเข้าระยะทางก็เป็นตัวแปรให้ความคิดถึงเจือจางลง บางครั้งผมก็ไม่ได้ตอบจดหมายที่เธอส่งมา และเธอก็อาจลืมตอบฉบับที่ผมส่งไป หลายเดือนเข้าก็ไม่มีจดหมายถึงกันแม้แต่ฉบับเดียว…

เธออาจเรียนจบได้ทำงานและย้ายที่อยู่ จดหมายฉบับสุดท้ายที่ผมเขียนถึงเธอ ถูกบุรุษไปรษณีย์นำมาคืนและบอกว่า “ไม่มีชื่อตามที่อยู่”

เธอ…คงใช้ชีวิตตามวิถีของเธอ และผม…ก็ใช้ชีวิตไปตามวิถีของผม ผมย้ายถิ่นฐานไปอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง และไม่เคยกลับไปที่นั่นกว่า 20 ปี

แต่ในความทรงจำ ภาพของเด็กสาววัย 17 ผิวสีน้ำผึ้ง ยิ้มหวานและตาคมแบบสาวใต้ก็ยังล่องลอยอยู่ในสำนึก

จากท้ายตลาดตรงไปจนสุดซอย เลี้ยวขวาไปอีก 3 ช่วงเสาไฟฟ้าจะเป็นทุ่งหญ้าแต่ในวันนี้ภาพที่เห็นกลับไม่เหลือร่องรอยเสียแล้ว

ตัวโรงเรือนขนาดยักษ์ถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุทันสมัยมาตั้งแทนที่ ภายในถูกสร้างเป็นแผงลอยนับร้อยแผง คราคร่ำด้วยผู้คนที่เดินซื้อหาจับจ่ายสิ่งของและอื้ออึงไปด้วยสรรพเสียงของการต่อรองราคาและเชิญชวนให้เลือกซื้อของบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า

“มาใหม่เลยพี่…ลดราคาถูกสุดๆ”เสียงแม่ค้าโฆษณา ผมเดินดูของเรื่อยเปื่อย

“เอาไหรมั่งล่ะพี่ เลือกแลต๊ะ” แม่ค้าเจ้าเดิมเชิญชวนเป็นภาษาใต้อันคุ้นหู แต่ฉับพลันผมรู้ว่ามีอะไรน่าสนใจมากกว่า…อยู่ใกล้ๆนี่เอง

“ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ม…พี่รักติ๋มแทบบ้า….”เป็นเสียงเพลงรักติ๋มคนเดียวที่ร้องโดยสายัณห์ สัญญา นั่นเองผมรีบสาวเท้าไปอย่างว่องไวเจอกับแผงขายซีดีเพลง….

กวาดสายตาไปทั้งแผง

“หาของใครค่ะ”

“ของจันทนีย์ อูนางกูล มีไหม เพลงสายชลนะ” ผมตอบ

“มีค่ะ…เค้าทำออกมาใหม่ ช่วงนี้เพลงเก่าขายดีมาก”เธอหยิบส่งให้

“เอาชุดนี้ด้วย ที่กำลังเปิดเนี่ย”

“สายัณห์ นี่เหรอค่ะ”

“ใช่…อยากได้เพลงรักติ๋มคนเดียว”

คราวนี้แม่ค้าหันมามองหน้าสบตา แววตานั้นเหมือนดูคุ้นเคยส่วนรอยยิ้มนั้น น่าจะเป็นรอยยิ้มที่เคยทำให้เด็กหนุ่มวัย 17 อย่างผมคะนึงหามาแล้ว…

ติ๋มนั่นเอง…!!

เธอดีใจผมก็ดีใจ 20 กว่าปีที่ไม่เจอกันมันทำให้เราต่างรับรู้ถึงความแปรเปลี่ยนของแต่ละคน ติ๋มอวบอ้วนตามวัยของผู้หญิงวัยขึ้นต้นด้วยเลข 4 ลูกๆของเธอก็เป็นหนุ่มเป็นสาวไปหมดแล้ว มีคนเล็กที่เป็นผู้หญิงอายุ 16 มาช่วยเธอขายของด้วย

เธอคงคิดถึงเรื่องราวในวัยเด็กของเราได้ดี

“คนนี้ชอบร้องเพลง”เธอว่าพลางหัวเราะ

“เสียงดีด้วยนะ…พาไปอยู่ที่ค่ายเพลงซักคนซิ” เธอแหย่หลังจากเราได้ซักไซ้ไล่เลียงความเป็นมาเป็นไปของเรา 2 คนอยู่ครู่หนึ่ง

“เค้าชอบร้องเพลงเก่าๆนะ สายชล ของจันทนีย์เค้าร้องได้เพราะทีเดียว”

—————————————————————————–

ผม กลับมาที่รถพร้อมด้วย ซีดี.2 แผ่น เหลียวหลังไปมองหลังคารูปโดมขนาดยักษ์แล้วพยายามบีบบังคับให้มันยุบลงเป็น ทุ่งหญ้าสีเขียวด้วยจินตนาการ ผมนั่งใกล้ๆติ๋มเล่นกีตาร์และร้องเพลงรอรักของวงชาตรี

โอ้ ความรัก นั้นเป็นอย่างไร สุขเพียงไหนฉันใคร่อยากลอง….

ยามเราสองได้แนบชิดกัน……….

แต่เสียงเพลงจากเครื่องเล่นซีดีในรถก็พลันดังขึ้น….

…..เหม่อมองดูสาย น้ำวน เหม่อมองสายชล ช่างไหลริน

เหม่อมองดูนก ผกผิน บินลับไป ยามเหงา เราถอนใจ บินไปไม่กลับคืน…..

ลืมไปว่า ผมเป็นคนใส่แผ่นลงไปเมื่อครู่นี่เอง ….

 

Previous Older Entries

%d bloggers like this: