♥ เสียงเพลง…จากทุ่งหญ้า


จากท้ายตลาดตรงไปจนสุดซอย เลี้ยวขวาไปอีก 3 ช่วงเสาไฟฟ้าภาพที่เห็นเบื้องหน้ามันช่างแตกต่างจากเบื้องหลังอย่างสิ้นเชิง

ข้างหลังคือตึกรามบ้านช่องอันเกะกะนัยน์ตา แต่ข้างหน้าคือทุ่งหญ้าสีเขียวราบโล่งมองไกลลิบลับสุดลูกหูลูกตา

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าที่ดินตรงนี้เป็นของใคร รู้แต่เพียงว่าเป็นเนินทุ่งหญ้าสีเขียวขนาดใหญ่พื้นที่หลายไร่ตรงนี้ เป็นสถานที่พักผ่อนของชาวบ้านร้านตลาดในย่านนี้ แม่จูงลูกมาเดินเล่นบ้าง บางครอบครัวหุงหาอาหารมานั่งทานกันที่นี่ หนุ่มสาวบางคู่ก็แอบมาพลอดรักกันแถวพุ่มไม้ รวมทั้งผมในวัยหนุ่มเพิ่งเริ่มแตกพาน และเพิ่งรู้จักมองว่าผู้หญิงมีอะไรที่น่าสนใจ ก็ชักชวนเพื่อนร่วมก๊วน 2 – 3 คนมานั่งเล่นกีตาร์ร้องเพลงกันอยู่ตรงที่แห่งนี้ด้วยเหมือนกัน….

แน่นอน…ปากร้องไป แต่หางตาก็อดชำเลืองมองสาวๆที่ผ่านไปผ่านมาไม่ได้….

“เพลงสบาย สบายโก๋ เชิญร้องโชว์ให้หญิงฟัง

ส่งสำเนียงให้เสียงดัง เชิญร้องฟังให้ชื่นทรวง…..”

นี่เป็นเพลงหากินของคณะเรา ขออภัย….ผมจำไม่ได้เสียแล้วว่าเพลงนี้เป็นของใคร…แต่ก็ชอบหยิบมาร้องกันเป็นประจำ(แก้ไข..เป็นของวงวาสุชา)

ยุคนั้นวงชาตรีเพิ่งออกงานชุดแรกๆ และดังมากๆ มีเพลงหนึ่งที่เป็นเพลงหากินด้วยเช่นกัน ชื่อเพลง รอรัก….

“โอ้ ความรักนั้นเป็นอย่างไร สุขเพียงไหนฉันใคร่อยากลอง

ยามเราสองได้แนบชิดกัน ความสัมพันธ์คงซ่านใจ…..”

วัยรุ่นที่เริ่มหัดเล่นกีตาร์ร้องเพลงเมื่อซัก 20 กว่าปีก่อน ไม่มีใครร้องเพลงนี้ไม่เป็น

พอแหกปากร้องและเล่นกันจนคนใกล้เคียงรำคาญเริ่มเหล่ ครานี้ก็หันมาเล่นสไตล์เบาๆบ้าง…

“ตักคุณน่าหนุนนอนตาย อวบๆละม้ายคล้ายหมอน

หากผมได้หนุนนอน จะลืมตาช้อนขึ้นสบตา….” ชื่อเพลงตักที่น่าหนุนนอนตาย ของ เศรษฐา ศิระฉายา

จำไม่ได้แล้วว่าหลังหมดยุคของ ดิ อิมพอสสิเบิ้ล เศรษฐา ศิระฉายาออกอัลบั้มเดี่ยวมากี่ชุด ขณะเดียวกัน ดอน สอนระเบียบ ก็เคียงขนาบมาติดๆในสไตล์เพลงสากลที่แปลงเนื้อเป็นภาษาไทย…

“ลำดวน ทองดี เขารักกัน…. เขาจะให้เธอสารพัน

ดอกไม้ ของขวัญ และสิ่งที่เหนืออื่นใด นั่นคือแหวนแต่งงาน……”

ชื่อเพลงลำดวน ทองดี ซึ่งแปลงมาจากเพลงสากล ลอร่าและแทมมี่ ของฝรั่งแทมมี่เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตขณะแข่งรถ ของดอน สอนระเบียบ ทองดีเสียชีวิต ในสนามแข่งควาย ปล่อยให้ลำดวนต้องโดดเดี่ยว…แหม ผมชื่นชมท่านผู้เขียนเนื้อเพลงนี้จริงๆ

แน่นอน…ที่นี่เป็นห้องซ้อมดนตรีของผม เพราะแม้จะเสียงดังไปบ้างแต่ก็ไม่หนวกหูใคร เพราะมันเป็นทุ่งหญ้า

ทุกเย็นผมกับเพื่อนๆจะมาร่วมแจมเพลงกันอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเพลงของวงชาตรี ทีมีนราธิป กาญจนวัฒน์ เป็นนักร้องนำ เพราะรู้สึกว่าในยุคนั้น ชาตรี จะมีอิทธิพลกับวัยรุ่นยุคผมมากมายเหลือเกิน แม้กระทั้งวงดนตรีที่เกิดใหม่อย่างอินทนิล (ภายหลังเปลี่ยนเป็นเรนโบว์) คุณต้อม เรนโบว์ ก็สารภาพออกมาตรงๆว่าวงอินทนิลก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวงชาตรีเช่นกัน

ตามติดมาอีกหลายวงในสไตล์เพลงป๊อบวัยรุ่นเช่นวงบรั่นดี (มีโอภาส ทศพร ร้องนำ) วงฟรุ๊ตตี้ มีคุณชมพู เป็นนักร้องนำ และคุณอ๊อดอีกหนึ่งอ๊อดคือ รณชัย ถมยาปริวัฒน์ แห่งวงคีรีบูน คนนี้มีน้ำเสียงที่ขยี้ใจวัยรุ่นไทยยุคนั้นเป็นอย่างมาก….

อีกวงคือ ดิ อินโนเซ้นท์ ที่มี พีรสันต์ จวบสมัย เป็นหัวหน้าวง ก็โด่งดังไม่แพ้ใครเช่นกัน และอีกหลายๆวงที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นเยอะมาก ทุกๆวงต่างแชร์เอาความโด่งดังและมีชื่อเสียงกันไปถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตามวงชาตรี ซึ่งถือว่าเป็นวงดนตรีวัยรุ่นต้นแบบ ก็ยังยืนหยัดอยู่อย่างทระนงโดยไม่มีใครมาล้มล้างไปได้…

ด้วยความชอบเล่นดนตรีผมกับเพื่อนร่วมก๊วนก็ได้เป็นนักดนตรีสมใจอยาก คือเป็นนักดนตรีของโรงเรียน และทุกเย็นถ้าว่างไม่ซ้อมเพลงที่โรงเรียน พวกเราก็ยังคงไปแหกปากเล่นกีตาร์กันอยู่ที่ทุ่งหญ้าท้ายตลาดเช่นเดิม….

และเหมือนเดิมมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นสาวๆ เดินผ่าน

“เพลง ซำบาย ซำบายโก๋ เชิญร้องโชว์ให้หญิงฟัง

เปล่งสำเนียงให้เสียงดัง เชิญร้องฟังให้ชื่นทรวง…..”

ส่วนใหญ่ถ้าไม่โดนเชิดใส่ ก็โดนคำชมแบบนี้

“ไปร้องให้บิดา-มารดาแกฟังไป๊…”

ความจริงพวกเธอว่าแรงกว่านี้ ซึ่งพวกเราไม่ค่อยยี่หระเท่าไหร่เพราะดูเหมือนแต่ละคนจะพอกหน้ามาด้วยปูนซิเมนต์กันอย่างถ้วนทั่ว

มีอยู่คนหนึ่งจูงเด็กราว 4 ขวบมาด้วย ไม่ด่า แต่มานั่งพับเพียบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ด้วยความตะลึงพรึงเพริด พวกผมหยุดเล่นหยุดร้องพร้อมเพรียงกันราวกับนัดหมายไว้ล่วงหน้า

“อ้าว หยุดทำไม จะฟัง”หญิงสาวผู้มาใหม่ว่าพร้อมกับยิ้ม คะเนดูแล้วอายุอานามน่าจะรุ่นๆดียวกับพวกผม

“เราเคยดูเธอเล่นดนตรีที่งานโรงเรียนเรา ร้องเพลงเพราะดี” เธอว่า ซึ่งผมก็ยังนึกไม่ออกว่าผมไปเล่นที่ไหน เพราะไปมาหลายงาน แต่หัวใจผมก็เต้นตูมตามขึ้นมาทันที ผมว่าเธอสวย น่ารัก ตาคมผิวเข้มแบบสาวชาวใต้ ที่สำคัญยิ้มมีเสน่ห์

“เธอไปเล่นที่โรงเรียนพาณิชย์…วันที่เค้าฉลองเรียนจบกันไง”

อ้อ..นึกออกแล้ว ฉลองเรียนจบระดับ ปวช.ปวส.ของโรงเรียนพาณิชย์เอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัด พวกผมไปเล่นดนตรีให้เมื่อ อาทิตย์ผ่านมานี่เอง

“เราชื่อติ๋ม เรียนอยู่ปวช.ปี 2 ชอบฟังเพลงร้องเพลงเหมือนกัน” เธอแนะนำตัว ส่วนผมได้แต่นั่งอึ้งตอบโต้ไม่ทัน มีแต่ไอ้โย่งที่ปากปีจอกว่าเพื่อน ร้องเพลงนี้ออกมา

“ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ม พี่รักติ๋มแทบบ้า

ติ๋มเปรียบเสมือนดวงใจ ติ๋มนั้นคล้ายดวงตา

สวรรค์ส่งมาประดับชีวี…” ชื่อเพลง รักติ๋มคนเดียว ของสายัณห์ สัญญา

“เพลงนี้ไม่เอา…” เธอโบกมือ “เล่นเพลง สายชลได้ไหม เดี๋ยวเราร้อง”

“สายชล..เล่นไม่เป็น”ผมตอบ

“อะไร เพลงออกดัง ไม่เคยได้ยินเหรอ”

“เคย แต่เล่นไม่เป็น”

“ไปหัดมา เราจะร้อง”

อะไรจะขนาดนั้นเนี่ย…ผมนึก ผู้หญิงอะไรช่างกล้าดีแท้ เธอบอกว่ามาอาศัยอยู่กับพี่สาวเพื่อมาเรียนหนังสือในเมือง และเด็กที่เธอพามาด้วยเป็นลูกของพี่ที่เธอช่วยดูแล

“เหม่อมองดูสายน้ำวน เหม่อมองสายชล ช่างไหลริน

เหม่อมองดูนก ผกผิน บินลับไป ยามเหงา เราถอนใจ

บินไป ไม่กลับคืน….”

นั่นคือเพลง สายชล ของจันทนีย์ อูนางกูล ที่ติ๋มอยากร้อง และในวันต่อๆมาเธอก็ได้ร้องสมใจ เพราะเธอเป็นหนึ่งในสมาชิกของเราทีมาเจอะเจอกันแทบทุกเย็น

เมื่อเรามีการซ้อมในวันหยุดผมก็ชวนเธอไปซ้อมเพลงด้วย อาจารย์ที่คุมวงบอกว่าเสียดายที่ไม่ได้เรียนที่เดียวกัน มิฉะนั้นจะได้เป็นนักร้องของโรงเรียน นั่นย่อมการันตีได้ว่า เธอร้องเพลงได้ดีจริงๆ

ที่ทุ่งหญ้ายามเย็นหากมีติ๋มมาด้วยวันนั้นดูเหมือนจะคึกคักแจ่มใส แต่ถ้าเธอไม่มาดูเหมือนฟ้าจะหม่นหมอง และไอ้โย่งอีกนั่นแหละที่จะต้องร้องเพลงนี้กรอกรูหูผม

“ติ๋มเปรียบเสมือนดวงใจ ติ๋มนั้นคล้ายดวงตา

สวรรค์ส่งมาประดับชีวี…..

พี่เคยรักต๋อย ต้อย ตุ้ม ตุ๋ย ต่าย ก็ลืมเขาได้เมื่อมารักติ๋ม……

เคยขื่นระทมขมในฤทัย หัวใจโดนทิ่ม….ได้ติ๋มเป็นยารักษาแผลใจ”

“ไอ้บ้า เดี๋ยวกูถีบ”ผมแกล้งโมโหเมื่อโดนเพื่อนแซว

“มึงอย่า…มึงอย่า”ไอ้โย่งชี้หน้าแล้วหัวเราะ “วันก่อนกูไม่ได้มา แต่กูแอบมาดูมึงโว้ย แหม…ทำเป็นนั่งใกล้ชิดติดกันแถมร้องเพลง รอรัก ให้น้องติ๋มฟังด้วย วันนี้ พอเค้าไม่มาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้…กูรู้โว้ย…”

โดนเข้าไม้นี้ผมรู้สึกหน้าชาขึ้นมาทันที รู้สึกอายไอ้โย่งที่มันจับความรู้สึกของผมได้…

แต่..ณ ทุ่งหญ้าแห่งนั้นก็มีเสียงเพลงของพวกเราล่องลอยอยู่นานนับปี….

—————————————————————————–

และ ปีนี้ผมมีโอกาสกลับไปที่ทุ่งหญ้าท้ายตลาอีกครั้ง วาดหวังถึงร่องรอยแห่งบทเพลงในอดีต…และไม่มีอะไรมากมายเกินไปกว่าได้เข้า ไปทบทวนเรื่องราวอันหวานใสของวัยเด็ก….

หลายปีมาแล้วทีเพื่อนร่วมก๊วนของผมต้องจากกันรวมทั้งติ๋มด้วย เราคบกันได้แค่ปีเศษๆ เธอก็จบปวช.และไปต่อปวส.ที่กรุงเทพฯ ส่วนผมจบม.ปลายก็ยังย่ำอยู่ที่วิทยาลัยต่างจังหวัด แรกๆก็เขียนจดหมายคุยกันดี เดือนละหลายฉบับ แต่นานเข้าระยะทางก็เป็นตัวแปรให้ความคิดถึงเจือจางลง บางครั้งผมก็ไม่ได้ตอบจดหมายที่เธอส่งมา และเธอก็อาจลืมตอบฉบับที่ผมส่งไป หลายเดือนเข้าก็ไม่มีจดหมายถึงกันแม้แต่ฉบับเดียว…

เธออาจเรียนจบได้ทำงานและย้ายที่อยู่ จดหมายฉบับสุดท้ายที่ผมเขียนถึงเธอ ถูกบุรุษไปรษณีย์นำมาคืนและบอกว่า “ไม่มีชื่อตามที่อยู่”

เธอ…คงใช้ชีวิตตามวิถีของเธอ และผม…ก็ใช้ชีวิตไปตามวิถีของผม ผมย้ายถิ่นฐานไปอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง และไม่เคยกลับไปที่นั่นกว่า 20 ปี

แต่ในความทรงจำ ภาพของเด็กสาววัย 17 ผิวสีน้ำผึ้ง ยิ้มหวานและตาคมแบบสาวใต้ก็ยังล่องลอยอยู่ในสำนึก

จากท้ายตลาดตรงไปจนสุดซอย เลี้ยวขวาไปอีก 3 ช่วงเสาไฟฟ้าจะเป็นทุ่งหญ้าแต่ในวันนี้ภาพที่เห็นกลับไม่เหลือร่องรอยเสียแล้ว

ตัวโรงเรือนขนาดยักษ์ถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุทันสมัยมาตั้งแทนที่ ภายในถูกสร้างเป็นแผงลอยนับร้อยแผง คราคร่ำด้วยผู้คนที่เดินซื้อหาจับจ่ายสิ่งของและอื้ออึงไปด้วยสรรพเสียงของการต่อรองราคาและเชิญชวนให้เลือกซื้อของบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า

“มาใหม่เลยพี่…ลดราคาถูกสุดๆ”เสียงแม่ค้าโฆษณา ผมเดินดูของเรื่อยเปื่อย

“เอาไหรมั่งล่ะพี่ เลือกแลต๊ะ” แม่ค้าเจ้าเดิมเชิญชวนเป็นภาษาใต้อันคุ้นหู แต่ฉับพลันผมรู้ว่ามีอะไรน่าสนใจมากกว่า…อยู่ใกล้ๆนี่เอง

“ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ม…พี่รักติ๋มแทบบ้า….”เป็นเสียงเพลงรักติ๋มคนเดียวที่ร้องโดยสายัณห์ สัญญา นั่นเองผมรีบสาวเท้าไปอย่างว่องไวเจอกับแผงขายซีดีเพลง….

กวาดสายตาไปทั้งแผง

“หาของใครค่ะ”

“ของจันทนีย์ อูนางกูล มีไหม เพลงสายชลนะ” ผมตอบ

“มีค่ะ…เค้าทำออกมาใหม่ ช่วงนี้เพลงเก่าขายดีมาก”เธอหยิบส่งให้

“เอาชุดนี้ด้วย ที่กำลังเปิดเนี่ย”

“สายัณห์ นี่เหรอค่ะ”

“ใช่…อยากได้เพลงรักติ๋มคนเดียว”

คราวนี้แม่ค้าหันมามองหน้าสบตา แววตานั้นเหมือนดูคุ้นเคยส่วนรอยยิ้มนั้น น่าจะเป็นรอยยิ้มที่เคยทำให้เด็กหนุ่มวัย 17 อย่างผมคะนึงหามาแล้ว…

ติ๋มนั่นเอง…!!

เธอดีใจผมก็ดีใจ 20 กว่าปีที่ไม่เจอกันมันทำให้เราต่างรับรู้ถึงความแปรเปลี่ยนของแต่ละคน ติ๋มอวบอ้วนตามวัยของผู้หญิงวัยขึ้นต้นด้วยเลข 4 ลูกๆของเธอก็เป็นหนุ่มเป็นสาวไปหมดแล้ว มีคนเล็กที่เป็นผู้หญิงอายุ 16 มาช่วยเธอขายของด้วย

เธอคงคิดถึงเรื่องราวในวัยเด็กของเราได้ดี

“คนนี้ชอบร้องเพลง”เธอว่าพลางหัวเราะ

“เสียงดีด้วยนะ…พาไปอยู่ที่ค่ายเพลงซักคนซิ” เธอแหย่หลังจากเราได้ซักไซ้ไล่เลียงความเป็นมาเป็นไปของเรา 2 คนอยู่ครู่หนึ่ง

“เค้าชอบร้องเพลงเก่าๆนะ สายชล ของจันทนีย์เค้าร้องได้เพราะทีเดียว”

—————————————————————————–

ผม กลับมาที่รถพร้อมด้วย ซีดี.2 แผ่น เหลียวหลังไปมองหลังคารูปโดมขนาดยักษ์แล้วพยายามบีบบังคับให้มันยุบลงเป็น ทุ่งหญ้าสีเขียวด้วยจินตนาการ ผมนั่งใกล้ๆติ๋มเล่นกีตาร์และร้องเพลงรอรักของวงชาตรี

โอ้ ความรัก นั้นเป็นอย่างไร สุขเพียงไหนฉันใคร่อยากลอง….

ยามเราสองได้แนบชิดกัน……….

แต่เสียงเพลงจากเครื่องเล่นซีดีในรถก็พลันดังขึ้น….

…..เหม่อมองดูสาย น้ำวน เหม่อมองสายชล ช่างไหลริน

เหม่อมองดูนก ผกผิน บินลับไป ยามเหงา เราถอนใจ บินไปไม่กลับคืน…..

ลืมไปว่า ผมเป็นคนใส่แผ่นลงไปเมื่อครู่นี่เอง ….

 

Advertisements

3 ความเห็น (+add yours?)

  1. Anonymous
    ก.ย. 07, 2010 @ 17:05:24

    แล้วจนถึงวันนี้ร้องได้ยังอ่ะ…เพลงสายชล..ที่ว่ามาเพลงเก่าที่ฟังแล้วอารมณ์เย็น รื่นหู

    ตอบกลับ

  2. คนที่เธอไม่รัก
    ก.ย. 30, 2010 @ 20:52:17

    น่าจะเอาเพลงสายชลมาลงในบล๊อกด้วยนะ

    ตอบกลับ

  3. Anonymous
    พ.ย. 23, 2010 @ 13:24:09

    ตอนเจอติ๋มจืดไปนิดนะก้าบ อิอิ

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: